ไทยส่งออก “ลูกพันธุ์ปลากะพง” ให้มาเลเซีย แต่เมื่อมาเลเซียนำไปเลี้ยงจนโตเป็นปลาเนื้อ แล้วส่งกลับเข้ามาขายในไทยที่ราคาถูกกว่า ไทยมองว่าตลาดปลากะพงในประเทศจะเกิดความเสียหาย จึงลงมือตรวจเข้มแบบ 100%  การนำ “ปลากะพงขาว” จากมาเลเซีย

 โดยสั่งสุ่มตรวจคุณภาพสินค้าล็อตนำเข้า เพื่อหาสารตกค้างและโรค และยาปฏิชีวนะที่อาจปนเปื้อนมากับสัตว์น้ำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค และป้องกันปัญหาเนื้อปลาทะลักกดทับราคาเกษตรกรไทเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและพิทักษ์ผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

ล่าสุดมาเลเซียตอบโต้ไทยกลับทันที ด้วยการสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์  ประกอบด้วยกุ้งลายเสือ (Brown Tiger Prawn), กุ้งแชบ๊วย (Banana Prawn), กุ้งขาวแวนนาไม (Whiteleg Shrimp), กุ้งกุลาดำ (Giant Tiger Prawn) และกุ้งน้ำเงิน (Blue Shrimp) พร้อมบังคับใช้มาตรการการขอใบรับรองผลการวิเคราะห์ (CoA) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปลากับกุ้งอีกต่อไปแต่มันกำลังกลายเป็น “สงครามการค้า” ที่สะเทือนไปทั้งระบบเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ เพราะกุ้งคือสินค้าส่งออกหลักของภาคใต้ตอนล่าง และยังเชื่อมต่อไปถึงเส้นทางขนส่งสู่สิงคโปร์ผ่านด่านสะเดา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา องค์การพัฒนาประมงมาเลเซีย (LKIM) ได้เชิญกลุ่มผู้นำเข้าปลากะพงและกุ้งจากไทย รวมถึงผู้แทนจาก กรมประมง  กระทรวงสาธารณสุข   และหน่วยงานด่านตรวจ  เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติใหม่  ให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนมาตรการจะมีผลบังคับใช้โดยเป้าหมายหลักของการคุมเข้มครั้งนี้ คือการเสริมสร้างความปลอดภัยด้านอาหาร  ความมั่นคงทางชีวภาพ และรับประกันมาตรฐานคุณภาพของสินค้าประมงนำเข้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมในประเทศ

เรื่องนี้นายเอกพจน์   ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย มองว่าการระงับนำเข้ากุ้งทั้ง 5 สายพันธุ์อย่างกะทันหัน จะทำให้เกษตรกรภาคใต้ตอนล่างสูญเสียรายได้จากตลาดมาเลเซีย และสิงคโปร์มูลค่ามหาศาล เพราะ กุ้งจากภาคใต้ กว่า 200 ตันต่อเดือน จะย้อยกลับมายังตลาดมหาชัย ทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน ภายในประเทศ ซึ่งจะกดดันราคากุ้งในไทยให้ตกต่ำลง เกษตรกรและผู้ส่งออกจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าไปยังตลาดทดแทนอื่นอย่างเร่งด่วน

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือการของการขนส่ง ไปยังประเทศสิงคโปร์ก็จะสะดุด เพราะมาเลเซียใช้กฎเดียวกันกับสินค้าผ่านแดน ทำให้ตู้กุ้งไทยไม่สามารถผ่านแดนต่อไปสิงคโปร์ได้ รวมทั้งในช่วงแรกของการบังคับใช้มาตรการ (SOP ใหม่) อาจเกิดความแออัดและความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า ณ ด่านพรมแดนเนื่องจากเจ้าหน้าที่มาเลเซีย (MAQIS) ต้องตรวจสอบเอกสารอย่างเข้มงวด

เรื่องนี้ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส หรือ สกต. เคยประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อต้นทุนและระยะเวลาโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากให้กลุ่มผู้ส่งออกกุ้งทั้ง 5 สายพันธุ์ ควรระงับการขนส่งสินค้าสดและแช่แข็งไปยังมาเลเซียชั่วคราวเพื่อป้องกันการถูกตีกลับ และเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดส่งออกทดแทนหรือตลาดในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าล้นตลาด

 ผู้ประกอบการควรทำงานร่วมกับผู้นำเข้าฝั่งมาเลเซียอย่างใกล้ชิดเพื่ออัปเดตแนวปฏิบัติ (SOP) ล่าสุด รวมถึงติดตามความคืบหน้าการชี้แจงแบบสอบถามของกรมประมงไทย เพื่อให้พร้อมกลับมาส่งออกได้ทันทีเมื่อทางการมาเลเซียประกาศยกเลิกมาตรการดังกล่าว

การปกป้องผู้เลี้ยงปลากะพงไทยที่ทำอยู่ จะคุ้ม หรือไม่ หากต้องแลกกับความเสียหายของอุตสาหกรรมกุ้ง การส่งออก และเศรษฐกิจชายแดนที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า นี่คือโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องไปคุยกับทางมาเลเซียเพื่อหาทางออกร่วมกัน