วันนี้ (1 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบทวิเคราะห์จาก “โกลด์แมน แซคส์” สถาบันการเงินและวาณิชธนกิจที่ทรงอิทธิพลระดับโลกจากสหรัฐที่ระบุว่า ประเทศจีนจะอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบกว่าสหรัฐหลังจากสงครามอิหร่านยุติ โดยมองว่าจีนมีความยืดหยุ่นและรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ดีกว่า ซึ่งทางสถาบันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อค่าจีดีพีจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในภาวะสงครามน้อยกว่าประเทศอื่นๆ  นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังจะช่วยแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดในจีนและช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง 

ทีมนักยุทธศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ยังระบุว่าเศรษฐกิจจีนมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐ ในการรับมือกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่

ทีมนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะฉุดค่าจีดีพีหรือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีนลงเพียง 20 จุดพื้นฐาน (BPS) ถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสหรัฐซึ่งได้รับการประเมินไว้ที่  40 จุดพื้นฐาน โดยโกลด์แมนยกความดีความชอบให้การวางกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลายของรัฐบาลจีน 

ในปี 2567 จีนมีการบริโภคพลังงานปฐมภูมิจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวเพียง 28% ซึ่งต่ำที่สุดในโลก ขณะที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 40% ในช่วงเวลาเดียวกัน เท่ากับว่า ขณะที่ชาวจีนใช้ไฟฟ้าในบ้านหรือโรงงาน จึงเป็นการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนมากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตโดยอาศัยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยชะลอผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนคือปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล แม้จีนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้โดยสิ้นเชิง แต่ยังมีน้ำมันในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศได้นานถึง 110 วัน 

นอกจากนี้ จีนยังพึ่งพาคู่ค้าพลังงานนอกภูมิภาคตะวันออกกลางหลายแห่ง เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ซึ่งช่วยป้องกันผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านพ้นมาแล้วหนึ่งเดือนและส่งผลให้ราคาน้ำมันซื้อขายสูงขึ้นเกือบ 50% จากราคาในช่วงก่อนสงคราม จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเริ่มกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง ในขณะที่นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างพากันปรับลดการคาดการณ์ถึงกำไรของบริษัทต่างๆ ลงเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้

เครดิตภาพ : AFP