วันนี้ (1 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบทวิเคราะห์จาก “โกลด์แมน แซคส์” สถาบันการเงินและวาณิชธนกิจที่ทรงอิทธิพลระดับโลกจากสหรัฐที่ระบุว่า ประเทศจีนจะอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบกว่าสหรัฐหลังจากสงครามอิหร่านยุติ โดยมองว่าจีนมีความยืดหยุ่นและรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ดีกว่า ซึ่งทางสถาบันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อค่าจีดีพีจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในภาวะสงครามน้อยกว่าประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังจะช่วยแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดในจีนและช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
ทีมนักยุทธศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ยังระบุว่าเศรษฐกิจจีนมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐ ในการรับมือกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่
ทีมนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะฉุดค่าจีดีพีหรือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีนลงเพียง 20 จุดพื้นฐาน (BPS) ถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสหรัฐซึ่งได้รับการประเมินไว้ที่ 40 จุดพื้นฐาน โดยโกลด์แมนยกความดีความชอบให้การวางกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลายของรัฐบาลจีน
Why China Will Emerge From Iran War With Leg up on US: Goldman Sachs – Business Insider
— YD (@Enhance___) March 31, 2026
Goldman also says higher energy prices will help with deflation in China, boosting growth. https://t.co/p0EsHLKtOU
ในปี 2567 จีนมีการบริโภคพลังงานปฐมภูมิจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวเพียง 28% ซึ่งต่ำที่สุดในโลก ขณะที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 40% ในช่วงเวลาเดียวกัน เท่ากับว่า ขณะที่ชาวจีนใช้ไฟฟ้าในบ้านหรือโรงงาน จึงเป็นการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนมากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตโดยอาศัยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยชะลอผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนคือปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล แม้จีนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้โดยสิ้นเชิง แต่ยังมีน้ำมันในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศได้นานถึง 110 วัน
นอกจากนี้ จีนยังพึ่งพาคู่ค้าพลังงานนอกภูมิภาคตะวันออกกลางหลายแห่ง เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ซึ่งช่วยป้องกันผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านพ้นมาแล้วหนึ่งเดือนและส่งผลให้ราคาน้ำมันซื้อขายสูงขึ้นเกือบ 50% จากราคาในช่วงก่อนสงคราม จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเริ่มกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง ในขณะที่นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างพากันปรับลดการคาดการณ์ถึงกำไรของบริษัทต่างๆ ลงเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้
เครดิตภาพ : AFP



