เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานสำนักงาน ป.ป.ช. โดยชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ หรือ “ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน” นำโดย นายปิยะวัฒน์ คุระพูล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานการป้องกันการทุจริตภาค 9 นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมกันลงพื้นที่แบบซุ่มเงียบ สังเกตการณ์การจัดเก็บรายได้ของ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ บริเวณจุดจัดเก็บอ่าวมาหยา และเกาะไผ่ จำนวน 2 จุด โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการลงซ้ำเป็นครั้งที่ 2 โดยไม่มีการบอกกล่าวหรือแจ้งล่วงหน้า โดยพบ 5 ช่องโหว่หลักๆ ประกอบด้วย 1.ยังคงจัดเก็บแบบเงินสด 2.ความลำบากเจ้าหน้าที่ 3.ความเสี่ยงในการขนย้ายเงินสด 4.สวัสดิการเจ้าหน้าที่มีน้อย และ 5.ไร้เทคโนโลยีช่วยเจ้าหน้าที่
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ยังพบว่า การนับยอดจำนวนนักท่องเที่ยว ยังคงใช้เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ซึ่งเป็นลูกจ้าง ปฏิบัติหน้าที่ไปยืนนับยอดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาจากเรือบริเวณโป๊ะเทียบเรือ โดยการใช้สายตานับ ก่อนจะจดยอดนักท่องเที่ยว ทั้งจำนวนเรือ ชื่อเรือ จำนวนนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติ รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใส่ฝามือด้วยปากกา ก่อนจะใช้วิทยุสื่อสาร แจ้งยอดที่นับได้ไปยังเจ้าหน้าที่บริเวณจุดจัดเก็บที่อยู่ถัดขึ้นไปจากโป๊ะ ก่อนที่ไกด์ของบริษัทหรือของเรือแต่ละลำจะนำเงินสดขึ้นไปจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังคงเห็นได้ชัดว่ายังคงมีการจัดเก็บแบบ “เงินสด” อยู่

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติรายหนึ่ง สะท้อนให้เห็นภาพว่า จะใช้การนับด้วยสายตาเมื่อนักท่องเที่ยวลงจากเรือ โดยการใช้เครื่องนับจำนวนมือกดแบบแมนนวล โดยการใช้ปากกาจดใส่ฝ่ามือ และใช้เป็นคำย่อ เช่นหากเป็นคนไทย ก็จะจดว่า “ท” เนื่องจากพื้นที่ในฝ่ามือมีจำกัด รวมทั้งเพื่อความรวดเร็ว และเมื่อจดเต็มฝ่ามือแล้ว จะใช้ฝ่ามืออีกข้างมาถูเพื่อลบรอยปากกาเดิมออกเพื่อใช้จดยอดใหม่
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่คณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ยังได้แบ่งทีมออกเป็นกลุ่ม เพื่อนับยอดจำนวนนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกัน เพื่อนำมาเทียบเคียงกับจำนวนตั๋วที่มีการซื้อมาจากอุทยานฯ ว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งยังพบว่ามีความคลาดเคลื่อนอยู่เป็นอย่างมาก ทั้งสัญชาตินักเที่ยว รวมทั้งยอดเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเกี่ยวข้องชัดเจนกับราคาตั๋วอัตราค่าบริการผ่านเข้าอุทยานฯ ที่กำหนดไว้ตามระเบียบว่า ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท
โดยข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทำงานท่ามกลางสภาพอากาศแดดที่ร้อนจัด ท่ามกลางความวุ่นวายของนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาจากเรือพร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ยังมีความเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก รวมทั้งง่ายต่อการแก้ไขข้อมูล ซึ่งเป็นช่องโหว่และความเสี่ยงในการจัดเก็บรายได้ของอุทยานฯ

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีกนาย ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละวันภายหลังจากเสร็จสิ้นการจัดเก็บค่าเข้าอุทยานฯ ในเวลา 17.00 น. แล้ว จะมีการนับยอดเงินสดที่จัดเก็บได้จากทั้ง 3 เกาะ คือ อ่าวมาหยา เกาะไผ่ และเกาะพีพีดอน โดยต้นขั้วตั๋ว จะต้องตรงกับเงินค่าธรรมเนียม ก่อนจะเขียนใบส่ง และจัดเก็บเงินไว้ในตู้เซฟ และในวันถัดไปจะต้องนำเงินทั้งหมดที่จัดเก็บได้ทั้ง 3 เกาะ ขึ้นเรือยางอุทยานฯ 1 ลำ เพื่อแล่นนำไปส่งยังที่ทำการอุยานฯ ซึ่งอยู่บนฝั่ง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำทั้ง 3 เกาะ เกาะละ 1 นาย และกัปตันเรืออีก 1 นาย รวม 4 นาย ในการนำเงินไปส่งยังที่ทำการ
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลตรงนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า กระบวนการตั้งแต่นับเงิน เก็บรักษา ไปจนถึงการขนส่งเงินสดกลับไปยังที่ทำการอุทยานฯ บนฝั่ง มีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเรื่องความสูญหายของเงิน ความผิดพลาดในการนับ และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ พร้อมร้องขอให้ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งเอาจริงแก้ปัญหา
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าสถิติการจัดเก็บรายได้เฉพาะของหน่วยพิทักษ์ พพ.5 (อ่าวมาหยา) เพียงเดือนเดียวตั้งแต่วันที่ 1-30 มี.ค. 2569 รวมเป็นเงินจำนวนกว่า 36 ล้านบาท

ด้านนายยุทธนา วิมลเมือง ในฐานะเลขาฯ คณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงาน ป.ป.ช. ในเรื่องการติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานฯ จากการลงพื้นที่ไปยังจุดจัดเก็บรายได้อ่าวมาหยา และเกาะไผ่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ยังไม่ได้มีการดำเนินการให้มีการจัดเก็บรายได้แบบ E-Tracking หรือแบบออนไลน์ตามที่ ป.ป.ช. เสนอไป และทาง ครม. ก็ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 7 ปี
สำนักงาน ป.ป.ช. เองก็พยายามประชุม นำเสนอ และชี้แจงข้อสังเกตต่างๆ ให้กับอธิบดีกรมอุทยานฯ รับทราบถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตต่างๆ รวมไปถึงการลงพื้นที่ร่วมกันจำนวนหลายครั้ง ก็เห็นชัดเจนว่าการจัดเก็บรายได้แบบเงินสด มีความเสี่ยงในการทุจริต แต่ปัจจุบันยังคงมีการจัดเก็บแบบเงินสดอยู่

อีกทั้งประเด็นการที่ไม่มีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีในการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงาน หรือลูกจ้างของอุทยานฯ ต้องจดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วยมือ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด มีความวุ่นวาย และความยากลำบาก รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่มีการจดจำนวนใส่ฝามือ ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงที่จะผิดพลาดได้
ประเด็นการนับเงินสดต่างๆ การส่งเงินสดที่จะต้องนำเงิน 1 กว่าล้านบาทต่อวัน ขึ้นบนเรือมาส่งยังบนที่ทำการอุทยานฯ บนฝั่ง ก็เห็นชัดว่าอ่าวมาหยาสามารถจัดเก็บรายได้ วันหนึ่งได้กว่า 1 ล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่มีความเสี่ยงเรื่องของความผิดพลาดและเงินอาจจะรั่วไหลในการจัดเก็บรายได้.



