เมื่อวันที่ 30 เม.ย. รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีตำรวจหญิงรายหนึ่ง ร้องต่อสื่อเพื่อขอความเป็นธรรม หลังถูกผู้หมวด อายุ 57 ปี เพื่อร่วมอาชีพ พาเข้าม่านรูดหวังล่วงละเมิด ก่อนหน้านี้ได้ร้องไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่เรื่องยังเงียบอยู่ จึงต้องออกมาร้องกับสื่อ

ผู้ร่วมรายการวันนี้คือ คุณเอ (นามสมมุติ) ตำรวจหญิงผู้เสียหาย, คุณบี (นามสมมุติ) แฟนของคุณเอ ซึ่งก็เป็นตำรวจเหมือนกัน และทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์

เริ่มรายการมา ‘หนุ่ม กรรชัย’ บอกว่า ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่มานั่งสัมภาษณ์ผู้เสียหายที่เป็นตำรวจ ปกติมีแต่ไปร้องตำรวจ แต่วันนี้ตำรวจมาร้อง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ คุณเอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นตำรวจหญิง ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากโทรศัพท์มือถือถูกแฮก จึงเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ปากเกร็ด จากนั้นต้องส่งโทรศัพท์ไปตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอน

ต่อมาในวันที่ 10 ก.พ. คุณเอมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ทำงาน จึงเดินทางไปที่ สภ.ปากเกร็ด พร้อมกับคุณแม่ เพื่อขอรับโทรศัพท์คืน ในวันนั้นเธอได้พบกับตำรวจนายหนึ่งยศร้อยตำรวจตรี หรือ ‘ผู้หมวด’ อายุประมาณ 57 ปี ซึ่งได้รับมอบหมายให้พาเธอไปรับของกลางคืนที่พิสูจน์หลักฐาน โดยในการเดินทาง ผู้หมวดไม่ได้ใช้รถยนต์ราชการ แต่ใช้รถเบนซ์ส่วนตัวพาไป

ระหว่างรอรับโทรศัพท์คืน ผู้หมวดได้ชวนคุณเอและคุณแม่ไปกินข้าว โดยในระหว่างมื้ออาหาร ผู้หมวดมีการดื่มแอลกอฮอล์และพูดสอนเรื่องการใช้ชีวิต การหาคู่ครอง และเรื่องธุรกิจ ซึ่งในตอนนั้นคุณเอคิดว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่หวังดี จึงไม่ได้เอะใจอะไร

ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ. ผู้หมวดได้โทรศัพท์มาชวนคุณเอไปกินข้าวอีกครั้ง โดยอ้างว่าจะคุยเรื่องผลการตรวจพิสูจน์โทรศัพท์ นัดพบที่หน้าร้านสะดวกซื้อย่านเมืองทองธานี ในเวลาประมาณ 17.30 น. ขับรถเบนซ์คันเดิมมารับ เมื่อไปถึงร้านอาหาร ทั้งคู่ใช้เวลากินข้าวประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ผู้หมวดดื่มไปประมาณครึ่งแบน และพยายามชวนคุณเอดื่มด้วย แต่เธอปฏิเสธเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

ในระหว่างนั้น ผู้หมวดได้ยื่นข้อเสนอว่าจะส่งไปเรียนขับรถ จะซื้อรถมือสองให้ และจะให้เงินรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท หลังเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เมื่อกินข้าวเสร็จ ผู้หมวดให้คุณเอเป็นคนสแกนจ่ายค่าอาหารจำนวน 1,085 บาท โดยบอกในภายหลังว่าเป็นการลองใจว่าจะยอมจ่ายให้ก่อนไหม ก่อนที่จะได้รับรางวัลใหญ่หรือไม่

หลังจากออกจากร้านอาหาร แทนที่ผู้หมวดจะเลี้ยวรถไปทางซ้ายเพื่อพาคุณเอกลับที่พัก แต่กลับเลี้ยวขวาและพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวไปต่อกันอีกร้านหนึ่งนะ พี่อยากอยู่กับหนูนาน ๆ” แม้คุณเอจะเริ่มรู้สึกไม่ปกติ แต่ก็พยายามตั้งสติ เมื่อไปถึงอีกร้านแล้วพบว่าร้านปิด ผู้หมวดจึงเลี้ยวรถกลับและพูดว่า “อยากกอดหนู วันนี้ไม่มีอะไรกันก็ไม่เป็นไร ค่อยเป็นเรื่องของอนาคต แต่วันนี้พี่ขอกอดหนูก่อนก็ได้” พร้อมกับเริ่มจับมือ คุณเออยู่ในอาการช็อกและสติแตก พยายามไหว้ขอร้องให้พาไปส่งที่บ้าน แต่ผู้หมวดไม่ฟังและเลี้ยวรถเข้าซอยเปลี่ยว

ผู้หมวดพาคุณเอเลี้ยวเข้าโรงแรมม่านรูด ซึ่งเธอไม่เคยเห็นสถานที่แบบนี้มาก่อนจึงยิ่งรู้สึกช็อก เมื่อจอดรถที่ห้องพัก ผู้หมวดพยายามบังคับและผลักเธอขึ้นบันไดไปยังหน้าห้องพัก เมื่อถึงหน้าประตู ผู้หมวดไม่ยอมเปิดประตูเอง แต่ขู่บังคับเสียงแข็งให้คุณเอเป็นคนเปิดประตูห้องเข้าไป เมื่อเข้าไปข้างใน ผู้หมวดเข้ามากอดเธอทันที ในจังหวะที่มีพนักงานโรงแรมมาเคาะห้องเพื่อจ่ายเงินค่าห้องและนำถุงยางอนามัยมาส่ง คุณเอจึงอาศัยจังหวะนั้นแอบส่งโลเคชั่นให้คุณแม่ และแชตบอกว่าถูกพาเข้าม่านรูด

ในห้องพัก ผู้หมวดพยายามใช้แรงกดคุณเอ พยายามจะลวนลามและล่วงละเมิด แต่คุณเอพยายามมุดหน้าหนีและขดตัวขัดขืนตลอด จนผู้หมวดเริ่มอารมณ์เสีย กระทั่งผู้หมวดเห็นชื่อคุณแม่โทรศัพท์เข้ามาในเครื่องคุณเอ ผู้หมวดก็ตะคอกใส่ว่าไปฟ้องแม่ทำไม คุณเอยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองช็อกมาก มีอาการตัวแข็ง ทำอะไรไม่ค่อยได้ และกลัวว่าหากสู้หรือหนีจะได้รับอันตราย เพราะไม่รู้ว่าผู้หมวดมีปืนมาด้วยหรือเปล่า หรือหากสู้แล้วสลบไป เธอจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง ซึ่งเธอไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

ในเวลาเดียวกันนั้น คุณบีได้รับแจ้งจากคุณแม่ของคุณเอ จึงพยายามค้นหาข้อมูล จนพบชื่อผู้หมวดจากรูปถ่ายบัตรข้าราชการที่ติดอยู่หน้ารถคันดังกล่าว คุณบีจึงโทรศัพท์เข้าไปหาผู้หมวดและถามว่าพาผู้หญิงไปไว้ไหน พร้อมขู่ว่าจะเช็กพิกัดและแจ้งผู้บังคับบัญชา

หลังจากการโทรศัพท์กดดันจากคุณบี ผู้หมวดจึงตัดสินใจหยุด ให้เงินคุณเอ 3,000 บาท พาคุณเอออกจากโรงแรม และพาไปส่งที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

คุณเอ เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนที่แฟนโทรฯ มา ผู้หมวดมีอาการกระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลน และถามหากุญแจรถ ก่อนจะเดินลงไปทันทีโดยไม่สนใจเธอ ในระหว่างทางไปห้าง ผู้หมวดโชว์เบอร์โทรศัพท์ของแฟนเธอและสั่งว่า “อย่าพูดอะไรนะ” จากนั้นเขาก็กดโทรฯ หาแฟนเธอและมีปากเสียงด่ากันในสาย จากนั้นผู้หมวดด่าเธอสารพัดว่าสร้างปัญหาให้เขา และสั่งให้เธอลบแชตไลน์รวมถึงหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาออกให้หมด เธอจำใจลบเพราะกลัวอันตรายและอยากเอาตัวรอดออกมาให้ได้ก่อน เมื่อไปถึงห้าง แฟนก็มารับในอีกไม่กี่นาทีต่อมา และพาไปแจ้งความที่ สภ.ปากเกร็ด ทันที

คุณบี เล่าว่า คืนนั้นคุณเออยู่ในอาการช็อก ตัวสั่น ผวา และสื่อสารไม่ได้เลย เขาจึงแจ้งความเบื้องต้น แต่พนักงานสอบสวนบอกให้มาใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 19 ก.พ. ในวันรุ่งขึ้นมีการถามเรื่องตรวจร่างกาย ซึ่งคุณบีมองว่าควรเร่งดำเนินการเพื่อเก็บหลักฐานที่ร่างกายให้ได้มากที่สุด แต่คุณบีมองว่ากระบวนการทุกอย่างล่าช้า กว่าจะได้ออกใบส่งตัวตรวจร่างกายจริงคือผ่านไป 1 สัปดาห์ ซึ่งหลักฐานต่าง ๆ อาจถูกทำลายไปหมดแล้ว ต่อมาคู่กรณีมีการพยายามไกล่เกลี่ยผ่านผู้บังคับบัญชา โดยเสนอถามมาว่า “มีตัวเลขในใจหรือยัง” แต่ฝั่งผู้เสียหายยืนยันว่า ไม่รับเงิน และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อกู้ศักดิ์ศรี

ฝ่ายคู่กรณีรับสารภาพว่าพาไปจริง แต่อ้างว่าเป็นการสมยอม

คุณเอยอมรับว่า ตอนนี้สภาพจิตใจย่ำแย่มาก ต้องพบแพทย์ทุกเดือน คุณบีเล่าเสริมว่า ตนไม่กลัวในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แต่คนที่กลัวคือผู้หญิง เมื่อถึงช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุ คุณเอจะมีอาการแพนิค หวาดผวา เป็นในเวลาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ตนเองก็ไม่ได้ทำงานเต็มที่ เพราะต้องคอยดูแลคุณเอใกล้ชิด พากันไปหาหมอ ไป รพ. กันหลายครั้ง