จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับ นางสาวกุลสตรี มิชารัลสกี้ หรือ คริสติน นางแบบและนักแสดงสาวที่ถูกอดีตอาสากู้ภัยลวนลามและถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่เธอกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติจากการแพนิคจนหมดสติ สิ่งที่น่าตกใจไม่แพ้การกระทำผิดทางอาญาของผู้ต้องหา คือกระแสตอบรับจาก “ศาลโซเชียล” บางส่วน ที่ตั้งคำถามในเชิงลบว่าเธอ “หลอนยา” หรือ “คิดไปเองหรือเปล่า”

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นบาดแผลเรื้อรังในสังคมไทยที่เรียกว่า Victim Blaming หรือการโทษเหยื่อ ซึ่งเป็นตรรกะที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้าง “กรงขัง” ทางความรู้สึกที่ทำให้เหยื่อรายอื่นๆ ไม่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง

“ความเจ็บปวดจากการถูกล่วงละเมิดนั้นสาหัสพออยู่แล้ว แต่การถูกสังคมตราหน้าว่าโกหกหรือเป็นต้นเหตุของปัญหา คือการถูกทำร้ายซ้ำสองที่ฝังรากลึกยิ่งกว่า”

ในกรณีนี้ คริสตินอยู่ในสภาวะที่ “ไม่สามารถขัดขืนได้” ซึ่งตามกฎหมายและมนุษยธรรม ผู้ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้ที่สวมชุดกู้ภัย ควรจะเป็นบุคคลที่น่าไว้วางใจที่สุด แต่เมื่อความเชื่อใจถูกทำลายลง สังคมกลับเลือกที่จะมองข้าม “การกระทำผิด” ของผู้ต้องหา แล้วหันไปขุดคุ้ยหรือตัดสิน “สภาพร่างกาย” ของเหยื่อแทน

คำถามที่ว่า “หลอนยาไปเองไหม?” สะท้อนถึงอคติที่ฝังรากลึกว่า หากเหยื่อมีภาพลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ หรืออยู่ในอาการเจ็บป่วยทางจิตเวช (เช่น แพนิค) คำพูดของพวกเขาจะดูด้อยค่าลงทันที ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีใครสมควรถูกละเมิด ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม

บทเรียนสำคัญที่เราควรได้รับจากเรื่องนี้คือ หยุดตัดสินด้วยปลายนิ้ว ก่อนจะพิมพ์คอมเมนต์ที่สร้างความเจ็บปวด ควรย้อนถามตัวเองว่าเรามีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ และคำพูดนั้นเป็นการซ้ำเติมผู้ที่บอบช้ำอยู่แล้วหรือไม่

แยกแยะระหว่างอาการป่วยกับการอาชญากรรม : อาการแพนิคหรือการน็อกยาจากการป่วยเป็นเรื่องของสุขภาพ แต่การฉวยโอกาสล่วงละเมิดคืออาชญากรรมที่ต้องมีผู้รับผิดชอบ

การตรวจสอบจริยธรรมวิชาชีพ : กรณีนี้เป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานอาสาสมัครต้องมีมาตรการคัดกรองและตรวจสอบบุคลากรอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้คนเพียงคนเดียวมาทำลายเกียรติของอาสาสมัครน้ำดีที่เสียสละเพื่อสังคม

สุดท้ายนี้ กรณีของคริสตินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของเธอ แต่มันคือบททดสอบความมีมนุษยธรรมของคนในสังคม ว่าเราจะเลือกเป็น “ผู้ช่วยเยียวยา” หรือจะเป็น “ผู้ร่วมทำลาย” ผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนของเราเอง การให้เกียรติเหยื่อและการยืนหยัดข้างความถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นเดียวที่จะทำให้สังคมเราปลอดภัยขึ้นอย่างแท้จริง

ถนอมศรี จันทร์ทอง รายงาน