เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 69 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2569 (World Press Freedom Day) ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีตัวแทนสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดของสื่อไทยในยุคที่แพลตฟอร์มครองโลก” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โดยรศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการวิจัย “แนวโน้มสำนักข่าวพึ่งพาแพลตฟอร์ม” พบว่าสื่อทั่วโลกก็ลำบาก ต้องต่อสู้ทั้งรูปแบบการทำงานที่มีความเสี่ยง ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันคนดูย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และออนดีมานด์หมดแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีอำนาจต่อรองสูง เพราะเป็นคนกำหนดอัลกอริทึม กำหนดการมองเห็น จึงพบสำนักข่าวไทยพึ่งพาแพลตฟอร์มสูงทั้งการสร้างรายได้และผลิตเนื้อหา แต่ไม่ได้อู้ฟู่ เพราะมีการแข่งขันสูงจากการที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ สำนักข่าวเกิดเยอะ มีอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์จำนวนมาก ทำให้สื่อต้องหันมาสื่อสาร พาดหัวเรียกดราม่า คลิกเบต
รศ.ดร.พิจิตรา กล่าวต่อว่า จึงเกิดคำถามว่า อัลกอริทึมมีผลต่อการทำข่าวที่ไม่มีคุณภาพ เกิดการลดความศักดิ์สิทธิ์ของข่าวลงจากการเปลี่ยนรูปแบบการตลาดนำโฆษณาไปปนอยู่ในเนื้อหาข่าว ที่น่ากังวล คือ การไปหารายได้จากฟากการเมือง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สำนักข่าวที่มีคุณภาพยังอยู่ได้ในโลกออนไลน์ คือ 1. สำนักข่าวปันส่วนจากแพลตฟอร์ม 2.ทำให้เกิดการมองเห็น 3.พูดคุยแพลตฟอร์ม เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก ส่วนเรื่องการกำกับดูแลมี 2 ส่วน คือ กำกับเนื้อหา กับตลาด ส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้หากกำกับเนื้อหาอาจจะมีปัญหาเรื่องกีดกัน ปิดกั้น ดังนั้นจึงต้องมองเรื่องการกำกับตลาดเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน ให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน

ด้านนายอดิศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้แพลตฟอร์มเหมือนเป็นคนคัดเลือกข่าว จากเดิมที่กองบรรณาธิการเป็นคนคัด แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือกว่าบรรณาธิการและฝ่ายขายที่เป็นผู้หารายได้ สื่อไทยต้องแข่งกับระบบนิเวศสื่อ แข่งกับแพลตฟอร์มว่าชอบแบบไหน และยังต้องแข่งกับนักข่าวพลเมือง นักข่าวอิสระ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้ นิเวศแบบนี้ไม่เอื้อให้สื่อมืออาชีพอยู่รอดได้ ประเทศเราปล่อยให้แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือ ควบคุมทางเข้าเนื้อหา ใครจะโพสต์ข่าวอะไร เขาเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมรายได้ เขาเอาคอนเทนต์ที่ผู้ผลิตข่าวไปหาประโยชน์ หาโฆษณาแล้วแบ่งรายได้กลับมาที่ผู้ผลิตข่าวน้อยมากๆ
นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างกำหนดโดยอัลกอริทึมซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ภาครัฐมักมองว่าเราไม่สามารถกำกับแพลตฟอร์มได้ ทุกวันนี้ยังถกเถียงกันว่าควรกำหนดแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) หรือบริการชมสื่อบันเทิงต่างๆ หรือไม่ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ใช่ผู้ผลิต ส่วนอีกแบบคือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งซึ่งผลิตสื่อเอง เช่น เน็ตฟลิกซ์ ที่เข้ามาแย่งฐานคนดูสื่อ ส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดคือโซเชียลมีเดียที่เข้ามาแย่งรายได้ ส่วนสตรีมมิ่งแย่งคนดู ดังนั้นต้องมีการกำหนดกฎหมายให้ต่อรองกับแพลตฟอร์มพวกนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาสมาคมวิชาชีพเคยพยายามต่อรอง แต่แพลตฟอร์มไม่คุยกับสมาคม เลือกคุยเฉพาะรายเพื่อให้เขามีอำนาจกำหนดทิศทาง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้สื่ออยู่ลำบาก และทำให้ระบบนิเวศสื่อไม่สมดุล ผู้บริโภคเสียหาย คนทำสื่อต้องซื้อคนดู ซึ่งตนไม่เคยเจอในอดีต ที่ต้องบูสต์โพสต์เพื่อให้คนมาดูในสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อให้มีรายได้และตนคิดว่าเป็นสิ่งไม่ปกติ
“ขณะเดียวกันอัลกอริทึมก็สร้างแรงจูงใจในคอนเทนต์เร้าอารมณ์ที่มีคนดูเยอะ ทำให้เกิดคลิกเบต คอนเทนต์แปลกๆ เรียกรายได้ แม้กระทั่งเอาคอนเทนต์จากสื่อหลักไปทำต่อ อันนี้คือคนที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพไม่มีอำนาจต่อรองและไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเป็นปัญหา ที่สำคัญแพลตฟอร์มน่าจะได้เม็ดเงินถึง 70% ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ เพียงแค่ลงทุนในเรื่องพื้นที่ มันเป็นสิ่งผิดวิสัย” นายอดิศักดิ์ กล่าว พ่อคือหน้าที่
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลต้องมีกฎหมายขึ้นมากำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ เป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพข่าวควรได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ข่าวจากแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมมาหาประโยชน์ เราไม่สามารถปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระในการมุ่งหารายได้ของเขาเป็นหลัก จนเกิดคอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ เร้าอารมณ์ สร้างความเกลียดชัง รัฐควรเข้ามาดูว่าควรมีกฎหมายใหม่ในการกำกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ รวมทั้งการกำหนดรายได้ต่างๆ ด้วย เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและครอบงำตลาด เช่น ประเทศออสเตรเลีย มีกฎหมายให้แพลตฟอร์มต้องซื้อคอนเทนต์จากสำนักข่าว ถ้ามีปัญหาก็มีกรรมการของรัฐเป็นผู้ชี้ขาด มีการเก็บภาษีเพื่อเป็นกองทุนให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผลิตคอนเทนต์คุณภาพที่เป็นประโยชน์กับสังคม ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ทุกวันนี้เหมือนสื่อเสียอธิปไตย เราต้องทวงคืนอธิปไตยด้านข่าวกลับมายังผู้ประกอบวิชาชีพด้านข่าว เพราะการทำข่าวและสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันกับประชาธิปไตย ถ้าสื่อไม่เข้มแข็งประชาธิปไตยก็จะไม่เข้มแข็งเช่นกัน เพราะสื่อต้องตรวจสอบฝ่ายการเมืองและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ส่วนดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันเนื้อหาบนแพลตฟอร์มได้ส่งผลกระทบรุนแรง ดังนั้นไทยต้องพูด 2 เรื่อง คือ 1.หน่วยงานกำกับดูแล 2. การส่งเสริมตั้งแต่นโยบายรัฐบาล ยกตัวอย่างที่ยุโรปมีการออกกฎหมายดูแลแพลตฟอร์ม กฎหมายกำกับมาร์เก็ตติ้ง ทำหน้าที่คล้ายกับ กสทช.ของไทย แต่หน่วยงานของยุโรปนั้นหากมีเนื้อหาที่มีปัญหาก็จะชี้ไปที่แพลตฟอร์มให้จัดการ หากไม่ดำเนินการก็ลงโทษโดยคดีถือเป็นที่สุด ส่วนสิงคโปร์ มีองค์การพัฒนาสื่อสารสนเทศ (Infocomm Media Development Authority : IMDA) กำกับดูแล ส่งเสริมสื่อทั้งหมด รวมไปถึงสแกมเมอร์ หรือประเทศจีนก็มีกฎหมายดู ทั้งเรื่องกำกับและส่งเสริมสื่อ และวันนี้กำลังจัดระเบียนอินฟลูฯ เพราะคนอ้างความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาก จึงต้องมีระบบการขึ้นทะเบียน จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศมีการเข้ามากำกับดูแลระดับนโยบายทั้งหมด
ดร.ธนกร กล่าวว่า ส่วนประเทศไทยมีกฎหมาย กสทช.ซึ่งแก้มาหลายรอบ แต่ก็ดูแลไม่ครอบคลุม ตลอดจน พ.ร.บ.แพลตฟอร์มก็ทำได้แค่จดแจ้ง ขณะที่ วันนี้สภาพระบบนิเวศสื่อประเทศไทยแย่จริงๆ หากไม่ทำอะไรเลย ลำบากแน่ๆ คนอยู่รอดจะมีน้อยมาก ฉะนั้นระดับนโยบายมีความจำเป็นมาก และต้องทำแบบยอมเจ็บตัว มีการทบทวนองค์กรต่างๆ ซึ่งสามารถยุบรวมได้ ทบทวนกฎหมายเดิม ไม่จำเป็นต้องมีหลายฉบับ จะเอาแบบสิงคโปร์ก็ได้ โดยให้กำกับเนื้อหา ส่งเสริมทั้งแพลตฟอร์มพันธุ์ไทยที่นำเสนอเนื้อหาดีๆ ได้รับการโปรโมต ให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวถึงการขาดดุลด้านดิจิทัลของไทย โดยตั้งคำถามว่าเคยคำนวณหรือไม่ว่าเราจ่ายค่าบริการออนไลน์ปีละประมาณกี่บาท ทั้งประเทศเราจ่ายกี่บาท ค่าเฉลี่ยต่อคนกี่บาท องค์กรต่างๆ ต้องจ่ายค่าโฆษณากี่บาท ประมาณการของการจ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ จากสมาคมสื่อโฆษณาแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างเราจ่ายค่าโฆษณา เช่น เมตา 9,000 ล้านบาท โดยมีเงินเข้าไทยเพียง 400 ล้านบาท เป็นต้น การใช้บริการดิจิทัลในไทยโตขึ้นเรื่อยๆ ประมาณการปีหนึ่งๆ ไทยน่าจะจ่ายค่าบริการนี้ 2 แสนล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่มากกว่าการส่งออกข้าวไทยปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท วันนี้ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุล เราขาดดุลมหาศาลมาก

ดังนั้นจะทำอย่างไรในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งตนเตรียมยื่นญัตติต่อสภา เรื่องการขาดดุลดิจิทัล และจะผลักดันให้มีกรรมาธิการวิสามัญ ข้อเสนอคือต้องศึกษาตัวเลขขาดดุลที่แท้จริงเท่าไรกันแน่ รวมทั้งผลักดันเทคโนโลยีขึ้นมาทดแทนแพลตฟอร์มของต่างประเทศและสนับสนุนให้คนไทยใช้ นอกจากนั้นจะเชิญแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น เฟซบุ๊ก มาพูดคุยที่สภา ว่าเป็นไปได้หรือไม่ในเรื่องรายได้ที่ออกไปเมืองนอกควรกลับมาอยู่ที่ประเทศไทย และควรมาตั้งบริษัทที่ไทยด้วย รวมทั้งจะผลักดันการแก้กฎหมายต่างๆ ทั้ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560 พ.ร.บ. กสทช. ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิทัลด้วย.



