จากสถานการณ์ค่าการกลั่นในขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะที่ผันผวนอย่างรุนแรงและเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในภาคพลังงาน จากค่าการกลั่นทางบัญชีพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติศาสตร์จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (อิสราเอล-สหรัฐฯ-อิหร่าน)
ซึ่งเป็นการพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้น เดือนเมษายน 2569 ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากระดับปกติที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 13.91 บาทต่อลิตร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2569) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัวในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ โดยเฉพาะดีเซลและเบนซิน ปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคสังคมและนักเคลื่อนไหวเรื่องส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงเกินไป ซึ่งทางกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นฯ ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ค่าการกลั่นที่ปรากฏ เป็นเพียงดัชนีอ้างอิงส่วนต่างราคาสิงคโปร์ ไม่ใช่กำไรสุทธิ
ฝั่งกระทรวงพลังงานที่ดูแลในปัญหานี้ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา “รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน” ครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร) เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 รวมถึงการพิจารณาปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นไม่ให้อิงตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียว
เมื่อมาย้อนดูถึงภาพรวมผลประกอบการปี 2568 ของ 6 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งเป็นปีที่ธุรกิจต้องรับมือกับความผันผวนของส่วนต่างราคาน้ำมัน และราคาน้ำมันดิบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง พบว่า

TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด มหาชน)
พี่ใหญ่ของกลุ่มโชว์ฟื้นตัวได้ค่อนข้างโดดเด่น แม้จะมีแรงกดดันจากโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ด้วยการบริหารต้นทุนดิบที่ดีและค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลที่ฟื้นตัวในปีที่ผ่านมา ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 14,584.20 ล้านบาท เพิ่มจาก 9,958.63 ล้านบาท ในปี67
BCP (บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน)
ได้รับอานิสงส์จากการควบรวมกิจการกับ BSRC อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้มีปริมาณการกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2,880 ล้านบาท แม้จะโดนภาษีสรรพสามิตและค่าใช้จ่ายในการควบรวมกดดันบ้าง แต่ภาพรวมกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
SPRC (บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด มหาชน)
ทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้น มาอยู่ที่ราว 2,569.36 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ทำได้ดีกว่าตลาด และการบริหารจัดการน้ำมันดิบที่ยืดหยุ่น แม้จะได้รับผลกระทบจาก Stock Loss ในบางช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลง แต่กำไรจากการดำเนินงานจริงยังถือว่าแข็งแกร่งมาก
PTTGC (บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด มหาชน)
แม้ส่วนของธุรกิจโรงกลั่นจะมีกำไรจากการดำเนินงานที่พอใช้ได้ แต่ในภาพรวมงบปี 68 ยังคงมีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 14,600.39 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบหนักจากฝั่งธุรกิจปิโตรเคมีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ในบางโครงการ ทำให้ภาพรวมดูไม่สดใสเท่าโรงกลั่นบริสุทธิ์
IRPC (บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด มหาชน)
ยังคงอยู่ในช่วงของการปรับตัว แม้ผลประกอบการปี 68 จะยังติดลบอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท แต่ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเพราะขาดทุนลดลงจากปี 67 อย่างชัดเจน โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีความต้องการสูงขึ้น และการคุมค่าใช้จ่ายภายในที่เข้มงวดขึ้น
BSRC (บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด มหาชน)
ในปี 2568 นี้ BSRC ได้ยุติการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปในช่วงปลายปี ภายหลังจากการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดโดยบางจาก ทำให้ผลประกอบการในครึ่งปีหลังถูกนำไปรวมอยู่ในงบการเงินรวมของ BCP ทั้งหมด



