สวัสดีวันหยุด! พบกับสารพันสาระยานยนต์จากทุกมุมโลกกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย และแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ด้านพลังงานที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ แต่อีกไม่กี่วันนี้งาน “มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 ก็จะเปิดขึ้น พร้อมกับสารพันรถรุ่นใหม่ที่จะทยอยกันเข้ามาเผยโฉมให้เราได้สัมผัสกัน เรียกได้ว่า งานนี้น่าจะเป็นโอกาสของรถยนต์พลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือรถกลุ่มไฮบริด เพราะดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังไม่จบง่าย ๆ

เรื่องราวของเราในวันนี้ ก็ดูจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์พลังงานในตอนนี้อย่างมาก เพราะคือข่าวการประกาศ “ยกเลิก” แผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของค่ายฮอนด้า ที่พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะผลักดันรถยนต์ไฮบริดอย่างเต็มตัว เพราะจับกระแสได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนจะมีการโจมตีอิหร่าน) ทิศทางด้านพลังงานของตลาดหลักของพวกเขาคือ“สหรัฐอเมริกา” นั้นเปลี่ยนไป ทำให้พวกเขาปรับกลยุทธ์เป็นการ “ถอย”

 สัญญาณที่ทำให้พวกเขาถอยกลับไปตั้งมั่นกับระบบไฮบริดก็คือ การชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา จากการที่ยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดี “ทรัมป์” ผ่อนปรนกฎระเบียบเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่กดดันเรื่อง “ค่าปรับ” ที่เร่งให้บริษัทรถยนต์ต้องเพิ่มปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีกต่อไป เรียกง่าย ๆ คือ ทรัมป์พยายามที่จะอุ้มและรักษาองคาพยพของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงในอเมริกาให้ยาวนานที่สุด โดยปฏิเสธเรื่องมลพิษทางอากาศว่า “ไม่มีจริง” และอเมริกาก็ยังเดินหน้าครั้งใหญ่ในการมอบ “ประชาธิปไตย” ให้กับประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมัน ในยุคของทรัมป์ อาจจะช่วยให้คนชะลอการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง

 นอกจากนั้นภายใต้นโยบายของทรัมป์ เขาได้ยกเลิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางจำนวน 7,500 ดอลลาร์ หรือราว 2.6 แสนบาทที่เคยให้กับผู้ที่จะซื้อรถไฟฟ้า ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อรถไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้น การลดแต้มต่อนี้ช่วยเปิดทางให้รถยนต์สันดาป และไฮบริดสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ซึ่งพวกเขาเลือกที่จะเล่นทางที่พวกเขาถนัดต่อไป

 นอกเหนือจากนโยบายของสหรัฐแล้ว อีกหนึ่งตลาดที่ทำให้ฮอนด้าต้องตัดสินใจถอยก็คือ พวกเขาไม่สามารถแข่งด้านเทคโนโลยี และต้นทุน กับรถไฟฟ้าที่มาพร้อมฟีเจอร์ล้นๆจากจีนได้ พวกเขายอมรับว่าจีนนั้นมีวงจรการพัฒนารถยนต์ที่รวดเร็ว และมีความชำนาญด้านซอฟต์แวร์อัจฉริยะ จนหากพวกเขาลงไปแข่งในสมรภูมิรถไฟฟ้า ก็ยากจะเอาชนะได้ และถ้ายังจะดึงดันสู้ในตลาดที่ไม่ถนัดต่อไปก็รังแต่จะขาดทุน

 ซึ่งปัญหาเรื่องนโยบายพัฒนารถไฟฟ้าในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขาได้ประสบกับปัญหาขาดทุนในปี 2025 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นจำนวนมากถึง 1.39 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นในปี 1957 เลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่ทำได้ก็คือ การเรียกร้องสปิริตจากผู้บริหารด้วยการ “ลดเงินเดือน” 20-30% เรียกได้ว่าทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้พวกเขาจึงตัดสินใจ “ถอยทัพ” กลับไปซบอกระบบไฮบริดนั่นเอง

 แต่! จากสงครามที่อิหร่านคุมเข้มการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มายังเอเซีย และออสเตรเลีย อาจจะสั่นคลอนกลยุทธ์ของฮอนด้าได้อีกครั้ง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงกับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง แต่ในทางกลับกัน อย่าลืมว่า พลังงานไฟฟ้านั้นแม้ในบ้านเราส่วนใหญ่จะมาจาก การใช้พลังงานฟอสซิล แต่บางส่วนก็สามารถหาได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำ พลังแสงอาทิตย์ พลังลม ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้เปรียบในจุดนี้อย่างชัดเจน

 อย่างไรก็ตาม “อ้วนซ่า” ก็เอาใจช่วยทางฮอนด้า และหวังว่าพวกเขาจะผลิตรถยนต์ที่ทนทาน และมาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และมอเตอร์ไฟฟ้า สะอาด ประหยัด แต่เร้าใจให้สำเร็จ แต่ต้องไม่ย่อท้อในการพัฒนารถยนต์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ทันสมัยให้ขึ้นมายืนแถวหน้าอย่างภาคภูมิได้ในที่สุดนะขอรับ!.