เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกูรูวงการอีคอมเมิร์ซ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นข่าว Shopee เข้าพบรัฐบาล ประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย.! ก่อนอื่นต้องให้เครดิตกันตรงๆ ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่า Shopee คือคนที่เปลี่ยนชีวิตพ่อค้าแม่ค้าไทยไปเยอะมาก ทำให้คนตัวเล็กๆ ในต่างจังหวัด เปิดร้านขายของออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทยหลายแสนคน และการที่ผู้บริหารระดับโลกเดินเข้ามาคุยกับรัฐบาลไทยเอง ก็แสดงว่าเขาเห็นตลาดไทยสำคัญจริงๆ อันนี้ต้องชื่นชมครับ แต่… ในฐานะคนที่ตามเรื่อง “แพลตฟอร์มต่างชาติกับการผูกขาดดิจิทัล” มาตลอด งานนี้ฉากหน้าดูสวย หลังบ้านก็ต้องมองให้ทะลุครับ.!
1.#ลองหารเลขดู 500 ล้านบาท หารร้านค้า 1.2 ล้านราย ระยะเวลา 6 เดือน ตกแล้ว “ช่วยร้านค้าได้เดือนละไม่กี่สิบบาทต่อร้าน” เท่านั้นเองครับ แถมเงื่อนไขคือเว้นค่าธรรมเนียม “แค่ 10 ออเดอร์แรกของเดือน เฉพาะร้านยอดขายต่ำกว่าหมื่น” ซึ่งร้านที่กำลังจะตายจริงๆ จากค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเอาๆ… ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่กำลังเจอผลกระทบจากการขึ้นค่าบริการอยู่ตอนนี้ พูดง่ายๆ นี่คืองบการตลาด ที่เปลี่ยนป้ายเป็น “งบช่วยชาติ” แล้วเดินเข้าทำเนียบฯ ในจังหวะที่สภากับสังคมกำลังกดดันเรื่องทุนต่างชาติกินรวบพอดี มันคือการ “ซื้อเกราะกันกระสุนทางการเมือง” ครับ พอรัฐจะออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์มขึ้นมา จะได้เกรงใจ มองอีกมุม มันคือโครงการปลุกร้านค้าตัวเล็กที่ยอดยังไม่เยอะ ให้โตเป็นลูกค้าตัวใหญ่ในแพลตฟอร์มต่อไป.. ยิงนกครั้งเดียวได้หลายตัวเลย.!
2.#มือหนึ่งแจก500ล้านอีกมือประกาศขึ้นค่าธรรมเนียม.! นี่คือส่วนที่อยากให้ดูกันชัดๆ ครับ เพราะหลังผู้บริหาร Shopee เข้าพบนายกฯ ได้แค่ 9 วัน ก็มีประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ มีผล 4 ส.ค. นี้ ผมได้เห็นข้อมูลหลังบ้านจริงของผู้ประกอบการที่ขายบน Shopee (ขอบคุณเจ้าของข้อมูลที่กล้าเปิดครับ) ตัวเลขน่าตกใจมาก
-ยังไม่ถึง 1 ปีดี ค่าธรรมเนียมรวม (ขาย + ชำระเงิน) ขึ้นจากขั้นต่ำ 18.19% → 28.82% เกือบ 1 ใน 3 ของราคาขาย.!
-ร้านค้าถูกบีบให้ต้องบวกราคาขึ้นอย่างน้อย 20% ไม่งั้นก็ต้องแบกต้นทุนเองเต็มๆ
-แล้วเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บเพิ่ม เอาไปไหน? ก็เอาไปแจกเป็นโค้ดส่วนลดให้ผู้ซื้อเฉลี่ย 25% จนตอนนี้ 98% ของออเดอร์ใช้โค้ดหมด พูดง่ายๆ คือ “ไม่มีโค้ด คนไม่ซื้อ”
สุดท้ายมันกลายเป็นวงจรที่ทุกคนติดกับ ร้านค้าขึ้นราคาหนีค่าธรรมเนียม → แพลตฟอร์มเอาค่าธรรมเนียมไปแจกโค้ด → ผู้ซื้อเสพติดโค้ด → ราคาสินค้าหน้าแพลตฟอร์มเฟ้อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นของชิ้นเดิม

#กลไกคูปองแบบนี้กำลังบิดเบือนราคาสินค้าทั้งตลาด และคนคุมเกมทั้งหมดคือแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ร้านค้า ไม่ใช่ผู้บริโภค ลองเทียบกันดูครับ: โครงการช่วยชาติ 500 ล้าน กับค่าธรรมเนียมที่ขึ้นอีก 10% จากยอดขายทั้งระบบระดับแสนล้าน… อันไหนใหญ่กว่ากัน? และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการนี้ “ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการส่วนใหญ่” ที่กำลังโดนผลกระทบจริงเลย..!
3.#ในเมื่อเขาเดินมาหาเราถึงที่รัฐต้องเป็นคนตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ประธานเปิดงาน ผมเสนอให้พลิกเกม เอากลไกดีๆ ที่เขามีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์จริง
-ยกระดับโปรแกรมส่งออกของ Shopee (SIP – Shopee International Platform) ให้เป็นวาระแห่งชาติ เปิด “Thailand Pavilion” หน้าแรกในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ให้อัลกอริทึมช่วยดันสินค้าไทยจริงๆ มีโปรโมชั่นดันร้านค้าไทยไปขายต่างประเทศจริงๆ ตั้งเป้า วัดผล เป็นจำนวนร้านค้าไทยที่มียอดขายเกิดขึ้นจริง
-ใช้ระบบขนส่งของเขาที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เป็นท่อส่งออก รัฐช่วยอุดหนุนค่าส่งบางส่วน ให้ของไทยไปถึงมือลูกค้าต่างประเทศในราคาที่แข่งได้ และจับมือกับผู้ประกอบการขนส่ง คลังสินค้า fulfillment ทั้งในไทยและต่างประเทศร่วมโครงการนี้ (อยากให้ไปร่วมกับสมาคม LogisTech)
-ขอ Zero-Fee 1 ปี สำหรับร้านไทยที่ขายออกต่างประเทศ จูงใจให้ผู้ผลิตไทยกลายเป็นผู้ส่งออกดิจิทัล
-และที่สำคัญ ความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม ต้องอยู่บนโต๊ะเจรจาด้วย จะขึ้นค่าธรรมเนียมต้องแจ้งล่วงหน้านานพอ มีเพดานชัดเจน ไม่ใช่ขึ้นปีละหลายรอบแบบนี้
4.#อย่าจับมือทีละค่ายต้องคุมทั้งกระดานพร้อมกัน
ถ้ารัฐเดินสายจับมือทีละเจ้า จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทันที สิ่งที่ควรทำคือประกาศกรอบความร่วมมือแห่งชาติ ดึงทุกยักษ์มานั่งโต๊ะเดียวกัน Shopee / Lazada / TikTok—กติกาเดียวกันหมด ทั้งคุมสินค้านำเข้าให้ผ่าน มอก./อย. เปิดท่อส่งออกให้สินค้าไทย (เข้าใจว่าต่อ API กับหน่วยงานรัฐแล้ว เรื่องการตรวจสอบสินค้า) และคุมความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม
-TikTok — ใช้พลัง Live กับครีเอเตอร์ ดันสินค้าท้องถิ่นไทยให้คนเห็น ปรับอัลกอริทึมให้สินค้าไทยแสดงมากกว่าสินค้าต่างประเทศ
-Meta / LINE — คนไทยซื้อของผ่านแชตเยอะที่สุดในโลก ต้องดึงมาเชื่อมระบบหลังบ้าน ขนส่ง จ่ายเงิน ให้ร้านค้าอิสระยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว
-แพลตฟอร์มไทย — ห้ามลืมเด็ดขาด ตอนนี้เริ่มมีแพลตฟอร์มไทยเกิดขึ้นแล้ว รัฐต้องร่วมมือกับแพลตฟอร์มไทยอย่างเต็มที่ อย่าให้เขาเดินคนเดียว และแพลตฟอร์มไทยเองก็ต้องรวมตัวกัน เพราะรัฐช่วยบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้.. การทำงานผ่านสมาคม E-Commerce จะเป็นตัวกลางที่รัฐเข้ามาสนับสนุนได้
#สรุปตรงๆ จากผม ขอบคุณ Shopee ที่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้ SME ไทยครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การช่วย 500 ล้านด้วยมือซ้าย แล้วขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบ 10% ด้วยมือขวา มันสวนทางกันเกินไป เราจะไม่ยอมให้ใครใช้เงินเศษเสี้ยว มาซื้อสิทธิ์กินรวบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ไม่อยากให้ช้อปปี้ “กินรวบ” ผู้บริหารช้อปปี้ต้องมองถึงการ “กินแบ่ง” แล้วเติบโตร่วมไปกับระบบนิเวศการค้าออนไลน์ของประเทศ.. ตอนนี้มีการรวมตัวกันของหลายสมาคมการค้าออนไลน์แล้ว ควรไปทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัวเองจะทำทุกอย่าง แล้วรวบเข้าระบบนิเวศตัวเองทั้งหมด และฝากถึงผู้ประกอบการทุกท่านด้วยครับ อย่าฝากชีวิตไว้กับมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว ต้องสร้างช่องทางขายของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพราะกติกาเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และคนเปลี่ยน… ไม่ใช่เรา อยากฝากคำแนะนำนี้ของผมถึงรัฐบาล เพราะน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าออนไลน์ของไทย ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตอนนี้ครับ.!
ทั้งนี้หลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปปรากฏว่ามีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย โดยมีข้อความแสดงความเห็นมากกว่า 100 ข้อความแล้ว



