ใหญ่สุด ณ ตอนนี้ คือ “วิกฤตพลังงาน“ ที่มาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกับอิสราเอล ฟาดกันกับอิหร่าน แต่ก่อปัญหาเป็นโดมิโนกระทบปากท้องประชาชนทั่วองคาพยบ ร้องโอดโอยทั่วหัวระแหง ซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ เรื่องนี้ทำรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เสียรังวัดในใจประชาชนไปมากโข ก็ด้วยชาวบ้านร้านตลาดต่างเข้าใจดีถึงราคาน้ำมันแพง ข้าวของแพง แต่ “ช้ำหนัก” เพราะท่าทีรัฐบาลที่เหมือนอุ้มนายทุน แล้วปล่อยชาวบ้านรับภาระอยู่ฝ่ายคนเดียว
ทั้งที่เป็นมหาวิกฤตที่เข้าใจได้ แต่อยู่ที่การแสดงออกถึงความจริงใจของรัฐบาลที่จะแก้หมากกระดานนี้แบบพลัสๆ ดึงความร่วมมือจากประชาชนได้แบบไม่รู้สึกเหมือนถูกปล้นได้อย่างไร
กับอีกวิกฤตที่ปล่อยเบลอไม่ได้เลยคือ “PM 2.5” หรือฝุ่นพิษขนาดเล็ก ที่สามารถทะลุทะลวงเข้าไปทำลายถึงเนื้อปอด ซึ่งเรื่องฝุ่นนี่เรียกว่ามีไทม์ไลน์ หรือฤดูกาลชัดเจนว่า พื้นที่ไหนจะเผชิญปัญหาเมื่อไหร่ และสาเหตุก็รู้ชัด แต่ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่เข้ามาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ยั่งยืน
ล่าสุด ณ เวลานี้ชีวิตคนเหนือ 17 จังหวัดภาคเหนือ กำลังแขวนอยู่บนเส้นแบ่งความเป็น ความตาย เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ทะลุมาตรฐานความปลอดภัยไปไกล ส่งให้ “เชียงใหม่” เป็นเมืองที่มีปัญหามลพิษสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก
เรื่องฝุ่นพิษนี้ มีข้อมูลการศึกษาชี้ชัดว่าก่อผลกระทบทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ก่อให้เกิดภาวะ ผื่นผิวหนัง แสบจมูก แสบตา หนักขึ้นมาคือไอหนัก เลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือด ไปจนถึงขั้นก่อมะเร็งปอด วันนี้ พรุ่งนี้อาจยังไม่แสดงอาการ แต่ภาวะเหล่านี้ถึงหายไปเมื่อฝุ่นคลี่คลาย แต่กลับกำลังเซาะกร่อนทำลายสุขภาพของคนในพื้นที่ให้ตายอย่างช้าๆ สะท้อนผ่านข้อมูลว่าประชากรในจังหวัดภาคเหนือเป็นโรคมะเร็งปอด และเสียชีวิตด้วยโรคนี้สูงกว่าคนในพื้นที่อื่นๆ ทั้งๆ ที่มีคนสูบบุหรี่น้อยกว่าคนพื้นที่อื่นๆ
พูดแล้วก็ขอพูดต่อ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะ หนึ่งประเทศไทยขายเรื่องการท่องเที่ยว และบริการ มลพิษขนาดนี้ นักท่องเที่ยวที่ไหนจะอยากมา
สอง ไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว ซ้ำสุขภาพย้ำแย่จะเอาแรงที่ไหนไปสร้างผลผลิตให้กับประเทศ ในภาวะกำลังแรงงานถดถอย จากการเป็นสังคมสูงอายุ คนหนุ่มสาว เด็กเล็กยังมาเจอวิกฤตสุขภาพอีก
สาม คนไทยเกินครึ่งอยู่ในระบบบัตรทอง 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งวันนี้งบประมาณก็ยังไม่เพียงพอในการดูแล โรงพยาบาลรัฐขาดระดับวิกฤตทุกปี ต้องขอรับบริจาคถึงจะอยู่ได้ ซึ่งการบริจาคไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันไม่ใช่เรื่อง เพราะปัญหาอยู่ที่ระบบการจ่ายเงินค่ารักษาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ที่ไม่เพียงพอกับการรักษา “ยิ่งรักษายิ่งเข้าเนื้อ” นี่เป็นเสียงสะท้อนมานาหลายสิบปี เรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปสปสช.” แต่ไม่เคยเกิดขึ้น
วิกฤตเหล่านี้แรกเริ่มดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ถ้าถอยมามองในภาพกว้าง ปัญหากลับเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยกไม่ออก ปัญหาปากท้อง ซ้ำด้วยโรคทางกายรุมเร้านี่ กัดกร่อนสุขภาพจิตคนได้อย่างร้ายกาจ
นี่จึงเป็นวิกฤตร้อนที่ “นายกฯ อนุทิน” และ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข ไม่ควรปิดหูปิดตา ต้องผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และแถลงให้ชัดต่อรัฐสภา ไม่เช่นนั้น โรคที่รุมเร้าประชาชน จะกลายเป็นมะเร็งร้ายโค่นรัฐบาล.



