เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดเช้าเทศบาลเมืองเลยในเช้าวันนี้ พบว่ามีความเงียบเหงาผิดตา ประชาชนและชาวบ้านออกมาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างบางตา ทำให้บรรยากาศโดยรวมไม่คึกคักเหมือนช่วงที่ผ่านมา
จากการสอบถาม นางนวลจันทร์ จันทรรส แม่ค้าในตลาดเช้า เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ขณะนี้จำนวนลูกค้าที่มาเดินตลาดลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ “ลูกค้าประจำ” ที่เคยเห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ก็เริ่มหายหน้าไป หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการมาตลาดอย่างสิ้นเชิง
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ชาวบ้านต้องงัดมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อความอยู่รอด มีการเปลี่ยนยานพาหนะ กลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่ในรัศมีใกล้เคียง 1-2 กิโลเมตร ซึ่งเคยใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางมาตลาด ปัจจุบันหันมาใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันให้ได้มากที่สุด บางคนประหยัดได้สูงสุด 4-5 เท่า

ลูกค้าบางคนลดความถี่ในการเดินทาง จากเดิมที่เคยมาจ่ายตลาดแบบ “วันต่อวัน” เพื่อความสดใหม่ ตอนนี้เปลี่ยนเป็น 2-3 วันมาครั้งหนึ่ง เพื่อลดจำนวนรอบในการขับขี่ และซื้อเพื่อเก็บตุนไว้หลายวัน
เมื่อตัดสินใจมาตลาดครั้งหนึ่ง ชาวบ้านจะเน้นซื้อสินค้าในปริมาณมาก เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคหลายวัน เช่น หมู และปลา เพื่อไม่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และประหยัดค่าน้ำมันที่แพงหูฉี่ ขณะนี้ดีเซลราคาถึง 50 บาทต่อกิโลลิตร ทำให้คนมาตลาดน้อยมาก
ลูกค้าประจำบอกตรง ๆ ว่า “ไม่ไหว ต้องประหยัดน้ำมัน มาครั้งหนึ่งก็ต้องซื้อเตรียมไว้หลายวัน ไม่อยากมาบ่อย เพราะมันเปลือง”



