รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาดูนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 แล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ได้คิดอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์พลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาวะสินค้าขาดแคลนและราคาพุ่งสูงจะเกิดขึ้น รัฐบาลต้องรื้อและทบทวนแนวทางการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2569

ความจริงในเวลานี้ คือ รายได้และผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนเล็กๆ ที่เป็นเครือข่ายใกล้ชิดของผู้อำนาจใช่หรือไม่ การเติบโตที่ไม่กระจายตัวไปยังคนส่วนใหญ่ สภาพรวยกระจุก จนกระจาย ยังคงดำรงอยู่อย่างยาวนาน จนไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับต้นๆ

ภาวะสงครามตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินนั้นผิดพลาด ไม่แน่ใจว่า ผิดพลาดโดยสุจริต คือ ความไม่รู้เท่าทัน หรือ ผิดพลาดโดยทุจริต  เปิดช่องให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไรจากนโยบายพลังงาน เพื่อถอนทุนหรือไม่ หากทำงานช้าแบบนี้ ไม่เชิงรุก ไม่คิดล่วงหน้า ไม่ดักทางวิกฤติล่วงหน้า จะพาเดือดร้อนและจนหมดพร้อมกันทั้งประเทศ

การไม่ตระหนักว่า ต้องบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ ไม่มีนโยบายหรือมาตรการตอบสนองภาวะวิกฤติได้อย่างทันสถานการณ์พลวัตสูงเช่นนี้ ประชาชนจะลำบากมาก ทนไม่ไหวออกจะออกมาชุมนุมขอความช่วยเหลือ ที่รวยไม่ไหว น่าจะเป็นพวกกักตุน เก็งกำไรน้ำมันและสินค้าต่างๆ มากกว่า นโยบายเศรษฐกิจไทยแลนด์ พลัส  ส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และมาตรการส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ๆ ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้า

แล้วจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤติการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลัง

นโยบายการเสริมแกร่งให้ SMEs ของรัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SMEs รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจรวมทั้งระบบการค้ำประกันสินเชื่อ การระดมทุนในตลาดทุนของประเทศ ยังไม่เห็นนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงแผนบูรณาการหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย   

รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาครัฐ ต่างจากพรรคประชาชนที่เรามีนโยบายเรื่องนี้และต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบราชการ เห็นรัฐบาลมีเพียงนโยบาย  Regulatory Guillotine (การรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน) เพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งหลายรัฐบาลก็ทำมาตลอด

ประเทศไทยเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 19 ปี (คะแนน 33/100) ในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แม้จะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใด แต่ถ้าปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข ต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจก็จะยังสูงอยู่ดี และจะไม่ค่อยมีนักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนมากนัก การทุ่มเงินซื้อเสียงจำนวนมาก อาจนำมาสู่การทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนได้ ฉะนั้น เราจึงยังไม่สามารถคาดหวังอะไรมากนักจากนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2

น้ำมันแพงทำโครงการก่อสร้างทั้งรัฐและเอกชนชะลอหมด มีหลายโครงการผู้รับเหมาเริ่มทิ้งงานเนื่องจากไม่สามารถทำตามสัญญาโครงการก่อสร้างเดิมได้อันเป็นผลจากราคาพลังงานและราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูง อุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นมีกิจการเกี่ยวเนื่องและมีการจ้างงานจำนวนมาก หากสะดุดลงหรือมีการขยายตัวติดลบย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างและอาจกระทบฐานะอันแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงินได้

หากลุกลาม ทำให้สถานะของระบบสถาบันการเงินอ่อนแอลงจากหนี้เสียที่เพิ่มมากขึ้น อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกับปี 2540 ได้ แต่ครั้งนี้วิกฤติเศรษฐกิจกระทบฐานรากรุนแรงกว่าปี 2540 ตอนเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจปี 40 แกนกลางของวิกฤติการณ์มันอยู่ระบบสถาบันการเงิน คราวนี้เกิด Stagflation ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูงจะกระทบประชาชนทั้งหมด

การใช้เพียงมาตรการการเงินการคลังอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา จะผ่อนคลายการเงิน ก็จะซ้ำเติมปัญหาแรงกดดันเงินเฟ้อได้ หรือผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติม ก็ติดข้อจำกัดฐานะทางการคลัง เป็นโจทย์ที่ยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าวิกฤติ และที่สำคัญผู้มีอำนาจต้องไม่ฉวยโอกาสในการหาประโยชน์จากวิกฤติหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากนโยบาย