เมื่อวันที่ 7 เม.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงคมนาคม ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 อย่างเป็นทางการเป็นวันแรก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคม รอให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยพร้อมผลักดันนโยบายเร่งด่วนตามที่รัฐบาลเตรียมแถลงต่อรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่ มิติที่ 1 ลดรายจ่าย เพิ่มความปลอดภัย และดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน

มิติที่ 2 กระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมทุน เร่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดกว้างให้ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว มิติที่ 3 ระบบโดยสารพลังงานสะอาด เร่งส่งเสริม และสนับสนุนให้รถโดยสารสาธารณะหันมาใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และมิติที่ 4 วางรากฐานคมนาคมเพื่อทุกคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในอนาคตให้ครอบคลุม และเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติของพลังงาน และภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ซึ่งกระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ ที่จะช่วยฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขอฝากทุกคน วันนี้เราไม่ได้มีชั่วโมงสำหรับฮันนีมูล และเก็บเกี่ยวความสุข วันนี้ตน และ รมช.คมนาคม ทั้ง 3 คน จะเข้ามาร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ขอให้คิดว่าเราคือพี่น้องกัน มีอะไรขอให้เข้ามาหารือ อย่าคิดว่าเป็นรัฐมนตรี ถือเป็นเพื่อนร่วมงานกันในกระทรวงฯ ซึ่งหากเมื่อใดเราร่วมกันผ่านวิบากกรรม และผ่านวิกฤตินี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆ กัน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ตน และ รมช.คมนาคม จะหารือร่วมกัน และแบ่งงานในการกำกับดูแลหน่วยงานตามความเหมาะสม เพื่อเร่งรัด และขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้แล้วเสร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว อย่างไรก็ตามภาพรวมการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมจากนี้ จะเน้นเร่งรัดนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งระบบราง รถเมล์ และเรือ ควบคู่กับการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยรายละเอียดมาตรการต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้นภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 9–10 เม.ย.2569



