จากกรณี นางสาวนิพาพร ออกมาร้องเรียนว่า ถูกพนักงานสอบสวน สภ.ม่วงสามสิบ เรียกรับเงินค่าน้ำมันในการส่งสำนวนเอกสารที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 3,000 บาท โดยตนได้ยืมเงินมาจ่ายไปเพียง 1,500 บาท เนื่องจากไม่มีเงิน และยังถูกเรียกรับเงินเพิ่มเติมอีก 50,000 บาท ในคดีที่ตนเองเข้าแจ้งความ โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ หากสามารถได้เงินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ล่าสุด เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.ม่วงสามสิบ ได้นำตัวนางสาวนิพาพรเข้าสอบปากคำ ตามคำสั่งของ พล.ต.ต.ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี หลังปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนและโซเชียล พร้อมลงบันทึกประจำวันแจ้งข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีที่ถูกระบุว่าเรียกรับเงินดังกล่าว

ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 เมษายน พล.ต.ต.ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สานิตย์ ไชยสถิตย์ รอง ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี ได้เดินทางไปยัง สภ.ม่วงสามสิบ เพื่อประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก.สภ.ม่วงสามสิบ และหัวหน้าพนักงานสอบสวน ก่อนเข้าสอบปากคำนางสาวนิพาพร ผู้เสียหาย ด้วยตนเองภายในห้องทำงานของผู้กำกับการ

ทั้งนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและรายละเอียดในสำนวน หลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ พล.ต.ต.ปฏิยุทธ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายมีอาการเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หลังจากได้พูดคุยและให้ความมั่นใจ ผู้เสียหายมีท่าทีสบายใจขึ้น โดยตนได้มอบหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวให้ผู้เสียหาย เพื่อให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลาหากมีความกังวลใจ

ในส่วนของมาตรการดำเนินการ พล.ต.ต.ปฏิยุทธ ระบุว่า เบื้องต้นได้มีคำสั่งย้าย พ.ต.ท. พนักงานสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี (ศปก.บก.ภ.จว.อุบลราชธานี) ทันที เพื่อให้การสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความโปร่งใส และไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนในพื้นที่

ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี ยังกล่าวย้ำถึงประเด็นการเรียกค่าน้ำมันว่า จากการตรวจสอบยืนยันว่า น้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีตำรวจทั้ง 36 แห่ง ในสังกัดจังหวัดอุบลราชธานี มีเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

สำหรับการดำเนินคดีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ทางวินัย ได้ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามระเบียบ

ทางอาญา จะเร่งสรุปสำนวนการสอบสวน ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และไม่มีการปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดอย่างแน่นอน