จากกรณีชาวบ้านในพื้นที่ต.นาเตย และต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้รวมตัวร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางเตย และองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายเหมือง กรณีบริษัทเอกชนรายใหญ่ดำเนินการปิดกั้นลำคลองสาธารณะ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพื่อนำน้ำทะเลไปจำหน่ายยังพื้นที่ จ.ภูเก็ต การดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ใช้ลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรและประกอบอาชีพ ไม่สามารถนำเรือเข้า-ออกได้ตามปกติ อีกทั้งยังกังวลว่าการสูบน้ำในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระบบนิเวศในพื้นที่ และลำคลองสาธารณะที่ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลานาน การปิดกั้นลำคลองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากชุมชนถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยด่วน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. นายอดินันท์ คชโสภณ ปลัดอำเภอท้ายเหมือง พร้อมด้วย นางอรอนงค์ อุทัชกุล นายก อบต.ท้ายเหมือง นายมานิตย์ หัวเพชร นายก อบต.นาเตย นำเจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าพังงา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยพบว่า มีการปิดกั้นลำคลองสาธารณะจริง พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำขนาดใหญ่ 5 เครื่อง ไม่พบการกระทำผิดซึ่งหน้า และไม่ผู้ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของ เบื้องต้นตรวจสอบไม่พบการขออนุญาตใดๆ จึงรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

ด้านนางอรอนงค์ อุทัชกุล นายก อบต.ท้ายเหมือง กล่าวว่า ตนเองได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า บริษัทเอกชนที่ผลิตน้ำประปาส่งไปขายในจ.ภูเก็ต ได้ปิดลำคลองสาธารณะเพื่อสูบน้ำจากลำคลองเข้าไปในระบบผลิตน้ำของบริษัท ทั้งที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ลำคลองนี้ร่วมกัน ในเรื่องการเกษตร และเป็นเส้นทางขึ้นลงทะเลของชาวประมงพื้นบ้านออกไปทำมาหากิน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ นำลำคลองกลับมาเป็นสาธารณสมบัติที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้เหมือนเดิม

ขณะที่นายอดินันท์ คชโสภณ ปลัดอำเภอท้ายเหมือง เปิดเผยว่า จากการที่ชาวบ้านและ อบต.ทั้ง 2 แห่งได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอท้ายเหมือง จึงทำการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบว่ามีการกระทำตามข้อร้องเรียนจริง ซึ่งทาง อบต.นาเตย ยืนยันว่าผู้กระทำคือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ผลิดน้ำประปาไปจำหน่ายในจ.ภูเก็ต จึงทำการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งความผู้กระทำผิดต่อไป.



