เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ทั้งสองฝ่ายประกอบด้วยผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน โดยพิจารณาเหตุผลการขอขยายทีละครั้ง
ศ.ดร.นครินทร์ ระบุว่า หลังจากคู่ความทั้ง 2 ได้ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปราย ว่า พยานของทั้งสองฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ บางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง หากไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน และไม่มีอะไรต้องกังวล ยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้
เมื่อถามว่า ส่วนข้อสงสัยว่า ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไร ศ.ดร.นครินทร์ กล่าวว่า “ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐาน อย่างไรก็ตาม องค์กรตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท ส่วนองค์กรบริหารก็ต้องทำงานไปเป็นปกติอยู่แล้ว เหมือนกับฝ่ายบริหารของทุกประเทศที่ทำงานตามปกติเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ศาลไม่ใช่องค์กรที่ทำงานรายวัน เราทำงานเรื่องคดี”
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5:4 หรืออาจค้านสายตาประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะเป็นความลับ ศ.ดร.นครินทร์ ระบุว่า ตุลาการทุกคนมีอิสระ รวมถึงองค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด การพิจารณาอาจต้องเอาบรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีต เนื่องจากการหันคูหาผิดด้านมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน
ด้าน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย



