ในขณะที่หลายภาคส่วนเร่งเตรียมความพร้อมรับเทศกาล ‘สงกรานต์ 2569’ ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน ประเด็นเรื่องความยั่งยืนก็ถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง บทเรียนจากปีก่อนหน้าชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้วัดกันแค่จำนวนนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินที่สะพัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการภาระสิ่งแวดล้อมที่มักกลายเป็นโจทย์ใหญ่ตามมาหลังเทศกาลจบลง


ข้อมูลจากดัชนีสมรรถนะสิ่งแวดล้อม (EPI- Environmental Performance Index) ปี 2568 ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีคะแนนรวมดีขึ้นอยู่ที่ 75.7 คะแนน แต่หมวดการจัดการของเสียและอนามัยสิ่งแวดล้อมยังอยู่เพียง 57.2 คะแนน
ขยะทะลักเมือง


ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วงวันที่ 10-16 เมษายน ปี 2567 กรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะอยู่ที่ 51,400 ตัน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 ตันใน ปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 36.18%
ขณะที่ในภาวะปกติ กรุงเทพฯ มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละ 8,000 ตัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า สงกรานต์เพียงสัปดาห์เดียว สร้างขยะสะสมใกล้เคียงกับปริมาณ 9 วันปกติ ทำให้ระบบจัดการต้องรับภาระหนักในช่วงเวลาสั้นๆ
ในเมืองท่องเที่ยวหลัก อย่างภูเก็ตก็มีขยะเพิ่มจาก 1,200-1,300 ตันต่อวัน เป็นมากกว่า 1,400 ตันต่อวัน ขณะที่เตาเผานั้นรองรับได้เพียงบางส่วน ทำให้ขยะส่วนเกินต้องถูกนำไปฝังกลบ หรืออย่างที่เชียงใหม่มีขยะเฉลี่ย 333.781 ตันต่อวัน และในช่วงสงกรานต์ยังต้องรับน้ำเสียจากการเล่นน้ำสูงสุดถึง 55,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
พลาสติก-แป้ง-น้ำเสีย
ขยะสงกรานต์มีลักษณะเฉพาะต่างจากขยะทั่วไป โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ขวดน้ำ ปืนฉีดน้ำ และถุงพลาสติก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของวัสดุที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีอัตรารีไซเคิลต่ำ
ข้อมูลจากกรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า พลาสติกประเภทดังกล่าวจำนวนมากจะกลายเป็นไมโครพลาสติก และส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลกว่า 1 แสนตัวต่อปี
อีกปัญหาที่คนอาจไม่ค่อยนึกถึงคือ ‘แป้งดินสอพอง’ เมื่อผสมกับน้ำจะเกิดตะกอนอุดตันท่อระบายน้ำ ทั้งยังเพิ่มสารแขวนลอยในระบบบำบัดน้ำเสีย และบางส่วนยังมีสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งมีชีวิตในน้ำโดยตรง
โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม
ข้อมูลจากกรมอนามัยชี้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ถูกต้องเพียง 3.15% และสามารถจัดการได้อย่างถูกต้องเพียง 16.67% ของปริมาณทั้งหมด
เมื่อเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ที่การใช้น้ำเพิ่มขึ้นมากหลายเท่า ระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียจึงต้องทำงานเกินขีดความสามารถทันที แม้ขยะติดเชื้อจะถูกจัดการได้ถึง 98.67% แต่ขยะทั่วไปกลับยังไม่มีการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ขยะจำนวนมากถูกฝังกลบโดยไม่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล
รักษ์โลก ‘เริ่มที่พฤติกรรม’
เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการเล่นน้ำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมปริมาณน้ำอย่างปืนฉีดน้ำที่ทนทานเพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น หรือการหมุนเวียนน้ำที่เหลือจากการเล่นไปใช้ประโยชน์ต่อในพื้นที่สีเขียวอย่างการรดน้ำต้นไม้
นอกจากนี้ การงดใช้แป้ง ดินสอพอง หรือสารเคมี ยังช่วยลดภาระของระบบบำบัดน้ำเสีย และลดปัญหาท่อระบายน้ำอุดตันในเขตเมืองได้โดยตรง ขณะเดียวกัน การเลือกใช้อุปกรณ์เดิมซ้ำ หรือประยุกต์สิ่งของใกล้ตัว เช่น การทำซองกันน้ำแบบดีไอวาย ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ควบคู่ไปกับการแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อให้สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้จริง แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับโครงการ ‘กรุงเทพฯ ไม่เทรวม’ ที่สามารถลดขยะฝังกลบได้ถึง 959.13 ตัน และแยกขยะรีไซเคิลได้ 884.73 ตัน
เลือกสินค้า ‘จี-กรีน’
ภาคธุรกิจเริ่มพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขวดน้ำจากพลาสติกรีไซเคิล 100% (rPET) และผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานจี-กรีน (G-Green) ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังสินค้าที่อ้างว่าย่อยสลายได้ แต่จริงๆ อาจกลายเป็นไมโครพลาสติก ดังนั้นการเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานรับรองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
โจทย์ของสงกรานต์ในวันนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องว่าจะเล่นน้ำให้สนุกแค่ไหน แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้ขยะลดลง และระบบเมืองรับมือได้ไหว เพราะหากรูปแบบการเล่นยังเป็นเหมือนเดิม ภาระก็จะสะสมซ้ำทุกปี แต่ถ้าเริ่มปรับพฤติกรรมให้พอดี ใช้เท่าที่จำเป็น และคัดแยกอย่างจริงจัง สงกรานต์ก็จะค่อยๆ ขยับไปสู่เทศกาลที่ทั้งสนุกและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน



