“จิ้งจอกสนาม” เลสเตอร์ ซิตี กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
หลังจาก คณะกรรมการอุทธรณ์อิสระ มีคำตัดสิน ยืนตามบทลงโทษในข้อหาละเมิดกฎการทำกำไรและความยั่งยืน (Profit and Sustainability Rules – PSR) ในช่วงรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดฤดูกาล 2023-24 ส่งผลให้ เลสเตอร์ ถูกตัดคะแนนทันที 6 คะแนน
ส่งผลให้ เลสเตอร์ หล่นไปอยู่อันดับที่ 22 ของเดอะ แชมเปียนชิพ ซึ่งเป็นพื้นที่ตกชั้น โดยมีคะแนนห่างจากโซนปลอดภัย 1 คะแนน ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 นัด
นี่คือจุดตกต่ำอย่างน่าเหลือเชื่อของทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 10 ปีก่อน และคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เมื่อไม่ถึง 5 ปีที่ผ่านมา
ความตกต่ำครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การขาดทุนมหาศาล และการบริหารงานที่ผิดพลาดในตลาดซื้อขายนักเตะ
รวมถึงโครงสร้างค่าเหนื่อยที่สูงเกินไป จนกลายเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่ฉุดรั้งสโมสร
การอยู่รอดในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ เลสเตอร์ ตอนนี้ แต่พวกเขาจะทำได้ไหมยังไม่มีใครรู้
การละเมิดกฎ PSR และผลการอุทธรณ์
เลสเตอร์ ซิตี ถูกตรวจพบว่าละเมิดกฎ PSR เป็นจำนวนเงิน 20.8 ล้านปอนด์ ในช่วง 3 ปี
พวกเขาได้ยื่นอุทธรณ์โทษปรับแต้ม แต่คณะกรรมการอิสระปฏิเสธคำอุทธรณ์ในทุกประเด็น
รวมถึงข้อโต้แย้งที่ว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจสั่งตัดคะแนนในระดับลีกรอง และข้อเสนอที่ว่าควรเปลี่ยนบทลงโทษเป็นเพียงค่าปรับด้วย
ด้าน พรีเมียร์ลีก พยายามเสนอให้เพิ่มบทลงโทษเป็นตัดถึง 12 คะแนน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการยื่นงบการเงินล่าช้า
แต่คำโต้แย้งนี้ถูกปฏิเสธเช่นกัน เนื่องจากคณะกรรมการเห็นว่าได้นำปัจจัยดังกล่าวไปพิจารณาในบทลงโทษ 6 คะแนนเริ่มแรกแล้ว
ทำให้ตอนนี้ การต่อสู้ทางกฎหมายได้สิ้นสุดลงแล้ว และ เลสเตอร์ ก็ยอมรับผลการตัดสิน พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุดในอีก 5 นัดที่เหลือ เพื่อความอยู่รอด
โปรแกรม 5 นัดสุดท้าย เลสเตอร์ จะต้องพบกับ สวอนซี, ปอร์ทสมัท, ฮัลล์ ซิตี, มิลล์วอลล์ และแบล็กเบิร์น
จากแชมป์พรีเมียร์ลีกสู่ลีกวัน
การตกต่ำลงอย่างรวดเร็วของ เลสเตอร์ ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็น “การเติบโตและล่มสลายที่เหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ”
10 ปีก่อน เลสเตอร์ สร้างเทพนิยาย คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองแบบช็อกโลก ทั้งๆที่ก่อนเปิดฤดูกาล อัตราต่อรองการคว้าแชมป์ของพวกเขาอยู่ที่ 5,000-1

พวกเขายังเคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ รวมถึงเกือบได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของกุนซือชื่อดังอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส
แต่พวกเขาก็ไปได้ไม่สุด หลังจากนั้น เลสเตอร์ ล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง พวกเขาตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี
แม้จะคว้าแชมป์ เดอะ แชมเปียนชิพ และเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีก ในปี 2024 แต่ปัญหาทางการเงินที่สะสมมานานยังไม่ได้รับการแก้ไข
ส่งผลให้โดนตัดแต้ม และเสี่ยงที่จะตกชั้นสู่ลีกวัน หรือลีกระดับ 3 เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ 142 ปีของสโมสร
วิเคราะห์สาเหตุของวิกฤตทางการเงิน
ต้นเหตุของปัญหา PSR มาจากความทะเยอทะยานที่เกินตัวและการบริหารงบประมาณที่ผิดพลาด
สโมสรทุ่มงบประมาณ และเซ็นสัญญากับนักเตะค่าเหนื่อยสูงเพื่อเป้าหมายคือการได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่การพลาดโควต้าในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2020/21 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย
ปี 2022 สโมสรรายงานผลประกอบการ ขาดทุนถึง 92.5 ล้านปอนด์
เท่านั้นไม่พอ พวกเขายังมีภาระผูกพันจากการมอบสัญญาค่าจ้างที่สูงเกินไปให้กับนักเตะที่ไม่สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมาย
มันได้กลายเป็นภาระหนัก และสโมสรก็ไม่สามารถขายนักเตะเหล่านี้ออกไปได้ เนื่องจากไม่มีสโมสรไหนสู้ค่าเหนื่อยระดับเดียวกับที่ เลสเตอร์ จ่าย
ผลกระทบจากโควิด 19 ก็ส่งผลรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะต่อ “คิง เพาเวอร์” บริษัทแม่ของสโมสร ที่ไม่สามารถทำรายได้มหาศาลเหมือนเดิม
ปัญหาทั้งในสนาม และนอกสนาม
The Athletic วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ เลสเตอร์ กำลังเผชิญกับ “สุญญากาศในระดับบริหาร”
หลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง ซูซาน วีแลน ลาออก ทำให้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ต้องเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอชั่วคราว
แต่ คุณต๊อบ ก็ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดกับสโมสรได้ลอดเวลา เนื่องจากมีภารกิจส่วนตัว และต้องดูแลธุรกิจในประเทศไทย
จนถึงตอนนี้ เลสเตอร์ ก็ยังไม่ได้แต่งตั้งซีอีโอถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค หรือผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ คนใหม่ ส่งผลให้การดำเนินงานของสโมสรขาดทิศทาง

ยิ่งกว่านั้น ยังเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่แฟนบอลจนมีการคว่ำบาตรการเข้าชมในบางนัด ซึ่งสาเหตุมาจากทั้งผลงานในสนามและความผิดพลาดในการสื่อสาร
อย่างเช่น การเปลี่ยนขั้นตอนการจ่ายเงินเดือนพนักงานจนทำให้ได้รับเงินล่าช้าในช่วงคริสต์มาส และปัญหาการขาดแคลนคูปองอาหารของเจ้าหน้าที่สนาม
ผลงานในสนามของ เลสเตอร์ ก็ดิ่งลงเหว และนับตั้งแต่ เดือนเมษายน 2023 พวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปแล้วถึง 5 คน รวมรักษาการ ทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง
เลสเตอร์ ไม่สามารถรักษา “คลีนชีต” ได้เลยในเกมลีก 24 นัดหลังสุด และชนะแค่นัดเดียวในทุกรายการ นับตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา
ปัญหาที่ทับถมทั้งในและนอกสนาม ทำให้ เลสเตอร์ ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
แนวทางในอนาคตและการปรับโครงสร้างใหม่
เพื่อให้สโมสรสามารถก้าวข้ามวิกฤต PSR และกลับมามั่นคงได้อีกครั้ง พวกเขาต้องปรับปรุงหลายอย่าง
อันดับแรกคือ ต้องตัดลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเร่งด่วน และดูแลเรื่องงบประมาณของสโมสรอย่างเข้มงวด ซึ่งตอนนี้ ได้เริ่มไปบ้างแล้ว ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ยังต้องทำต่อเนื่องต่อไป
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ และภายใต้วิกฤตการเงินครั้งนี้ ทำให้สโมสรต้องหันไปพึ่งพานักเตะเยาวชนมากขึ้น
มีหลายคนทีเดียวที่ทำผลงานได้ดี อย่างเช่น เบน เนลสัน, หลุยส์ เพจ และ ซิโก โธมัส ซึ่งนอกจากจะช่วยทีมได้ในตอนนี้แล้ว ยังอาจจะถูกขายเพื่อทำกำไรในอนาคตด้วย
ซัมเมอร์นี้ สัญญาของนักเตะค่าเหนื่อยสูงๆหลายคนกำลังจะหมดลง และ เลสเตอร์ ก็ไม่ควรจะรั้งเอาไว้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน อายิว, ริคาร์โด เปเรยร่า, แฮร์รี วิงค์ส และ แพทสัน ดากา
ขณะที่ซัมเมอร์หน้า ยานนิค เวสเตอร์การ์ด, บ็อบบี เด คอร์โดวา-รีด และ ฮัมซา เชาดรี ก็จะหมดสัญญาเช่นกัน ถึงตอนนั้น การเงินของ เลสเตอร์ น่าจะดีขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เลสเตอร์ จะต้องแต่งตั้งทีมบริหารชุดใหม่เข้ามาทำงานอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้ามาจัดการปัญหา และกำหนดกลยุทธ์ในอนาคตของสโมสร
ซึ่งคนที่เข้ามา นอกจากจะต้องเป็นคนดีมีฝีมือแล้ว ยังต้อง รู้จักสโมสร และฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดีด้วย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้ เลสเตอร์ กำลังวิกฤต แต่ทุกวิกฤตมีทางออก ถ้าพวกเขายังมีความมุ่งมั่น แฟนบอลไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษหรือประเทศไทย ก็ยังพร้อมเอาใจช่วย “จิ้งจอกสยาม” อยู่เสมอ.



