สถานการณ์ความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ในภาวะวิกฤติขั้นสูงสุด ภายหลังการตัดสินใจของอิหร่านในการระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งวิกฤติการณ์นี้เป็นผลพวงจากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน


ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล ณ จุดที่แคบที่สุด และมีเลนการเดินเรือเพียง 2 ไมล์ในแต่ละทิศทาง ได้กลายเป็นสมรภูมิที่ตัดขาดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติทั้งในมิติของรายได้จากพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพทางสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัว ข้อมูลเมื่อปี 2568 ระบุว่า มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) อีกมากกว่า 20% ของปริมาณการค้าโลก


การปิดกั้นในครั้งนี้อิหร่านได้นำยุทธวิธี “Smart Control” มาใช้ ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสอดแนมขั้นสูงเข้ากับกำลังพลของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) มากกว่า 20,000 นาย เพื่อควบคุมและตรวจสอบทุกลำเรือที่พยายามจะผ่านน่านน้ำ กลไกการปิดกั้นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวางกำลังทางเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดน้ำสมัยใหม่และขีปนาวุธโจมตีเรือที่มีความแม่นยำสูง


การที่อิหร่านประกาศสร้างระบบ “ทางเดินเรือที่มีการควบคุม” ก่อให้เกิดความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ โดยการอนุญาตให้เฉพาะเรือที่อิหร่านพิจารณาว่า “ไม่เป็นศัตรู” ผ่านได้เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าจะแบกรับได้ทำให้บริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ของโลกพากันตัดสินใจระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบทันที ส่งผลให้ปริมาณการสัญจรลดลงอย่างฉับพลันจากค่าเฉลี่ย 129 เที่ยวต่อวัน เหลือเพียงไม่กี่เที่ยวต่อวันในช่วงสัปดาห์แรกของวิกฤติการณ์ สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การสะสมของเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 400 ลำที่จอดนิ่งอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกได้ โดยเฉพาะตลาดเอเชียซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของน้ำมันดิบ 80% ที่ต้องส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้


การปิดช่องแคบฮอร์มุซเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบงบประมาณของรัฐบาลในกลุ่มจีซีซี แม้หลายประเทศจะพยายามสร้างเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาน้ำมันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่รายได้จากไฮโดรคาร์บอนยังคงเป็นฐานรากสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การที่การส่งออกน้ำมันและก๊าซต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง


ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกลุ่มจีซีซีในปี 2569 ลงถึง 3.1% จากที่เคยประมาณการไว้ในเดือนมกราคม ความแตกต่างของผลกระทบขึ้นอยู่กับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกของแต่ละประเทศ


โอมานซึ่งตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซกลับกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์และสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้เล็กน้อย ขณะที่กาตาร์ คูเวต และอิรัก ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากไม่มีเส้นทางส่งออกทางเลือกที่เพียงพอ การวิเคราะห์ของฟอตช์ เรตติงส์ ระบุว่า ทุก ๆ หนึ่งสัปดาห์ที่ช่องแคบถูกปิด จะลดมูลค่าการส่งออกไฮโดรคาร์บอนของกาตาร์และคูเวตลงประมาณ 0.4% ของจีดีพี ซึ่งหากการปิดล้อมยืดเยื้ออาจนำไปสู่ภาวะการขาดดุลงบประมาณที่รุนแรง และการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง


ซาอุดีอาระเบีย : ความยืดหยุ่นที่ถูกทดสอบและความเปราะบางของท่อส่ง


ซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้นำกลุ่มจีซีซี มีข้อได้เปรียบจากการมีท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก ที่มีความยาว 1,200 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากแหล่งน้ำมันในภาคตะวันออกไปยังท่าเรือยานบูบนทะเลแดง ในช่วงวิกฤตินี้ ซาอุดีอาระเบียเร่งเพิ่มกำลังการสูบฉีดผ่านท่อนี้จนแตะระดับสูงสุดที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ


แม้ท่อส่งนี้จะช่วยบรรเทาความเสียหายได้ส่วนหนึ่ง แต่การส่งออกรวมของราชอาณาจักรยังคงลดลงเกือบ 50% เนื่องจากข้อจำกัดด้านความจุของท่าเรือและการโจมตีด้วยโดรนของกลุ่มฮูตี ที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานบนทะเลแดง

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกอาจเป็นดาบสองคมสำหรับซาอุดีอาระเบีย แม้จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อบาร์เรล แต่การลดลงของปริมาณการส่งออกอย่างมหาศาล และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนโลจิสติกส์อาจทำให้รายได้สุทธิไม่เพียงพอต่อการอุดหนุนโครงการพัฒนามากมาย ซึ่งต้องการเงินทุนมหาศาล


สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: การสูญเสียภาพลักษณ์ดินแดนปลอดภัย


สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ต้องเผชิญกับวิกฤติที่ซับซ้อนกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเศรษฐกิจของเมืองดูไบและกรุงอาบูดาบีพึ่งพาภาคบริการ การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์อย่างสูง การที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในยูเออี ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง


ในด้านพลังงาน ยูเออีมีท่อส่งน้ำมัน “ฮับชาน-ฟูไจราห์” ที่สามารถส่งออกน้ำมันได้ 1.5-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่กำลังการผลิตนี้ครอบคลุมเพียง 55% ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันยังคงหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง


ขณะที่ความไม่แน่นอนยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังภูมิภาค อัตราการเข้าพักโรงแรมในยูเออีลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19


กาตาร์ : วิกฤติการณ์ก๊าซธรรมชาติและแรงกระเพื่อมทั่วโลก


กาตาร์ถือเป็นประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากการส่งออกแอลเอ็นจีเกือบ 100% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และไม่มีโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซไปยังน่านน้ำอื่นเลย การปิดช่องแคบส่งผลให้บริษัท กาตาร์ เอเนอร์จี ต้องหยุดการผลิตและประกาศเหตุสุดวิสัย ในสัญญาส่งออกก๊าซทั้งหมด หลังจากโรงงานที่ราฟ ลัฟฟาน ได้รับความเสียหายจากการโจมตี


การหยุดชะงักของก๊าซจากกาตาร์ไม่เพียงแต่ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังสร้างวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ในเอเชียและยุโรป
นอกจากนี้ วิกฤติการณ์ความมั่นคงทางอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค คือหนึ่งในมิติที่สร้างความตระหนกให้แก่ประชากรในภูมิภาคอ่าวมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มประเทศจีซีซีนำเข้าอาหารมากกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด ผ่านทางเรือที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การระงับการเดินเรือส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาอาหารตามชั้นวางพุ่งสูงขึ้น 40 ถึง 120% ตามแต่ประเภทของสินค้า


ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพอย่างมหาศาล และหากการปิดล้อมยืดเยื้ออาจนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนสารอาหารและปัญหาสังคมตามมา นอกจากนี้ ภูมิภาคอ่าวยังเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก การหยุดชะงักของการขนส่งปุ๋ยจากตะวันออกกลาง จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผลผลิตทางการเกษตรในภูมิภาคอื่น เช่น ออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะย้อนกลับมาผลักดันราคาอาหารโลกให้สูงขึ้นไปอีก


วิกฤติการณ์ในปี 2569 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้กลุ่มจีซีซี ต้องเร่งแผนการลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นรูปธรรม การพึ่งพิงเส้นทางการเดินเรือที่เป้าหมายหลักในการโจมตีได้พิสูจน์แล้วว่า มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติในระดับที่ยอมรับไม่ได้


การฟื้นฟูระเบียงเศรษฐกิจ IMEC และเส้นทางสายไหมทางเลือกโครงการระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (IMEC) กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ โครงการนี้มุ่งหวังจะเชื่อมต่ออินเดียผ่านท่าเรือฟูไจราห์ในยูเออี แล้วใช้ระบบรางรถไฟพาดผ่านซาอุดีอาระเบียและจอร์แดนไปยังอิสราเอล เพื่อส่งสินค้าต่อไปยังยุโรป

แม้โครงการนี้จะมีต้นทุนมหาศาลและมีความซับซ้อนทางการเมือง แต่ความล้มเหลวของการเดินเรือผ่านฮอร์มุซและคลองสุเอซ จากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง ทำให้ IMEC กลายเป็นทางเลือกที่เป็นรูปธรรมเพียงหนึ่งเดียว ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง


กลุ่มประเทศจีซีซีกำลังพิจารณาการสร้างท่อส่งน้ำมันใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อนำทรัพยากรจากอ่าวเปอร์เซียไปยังชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและทะเลแดงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อเสนอหนึ่งคือ การขยายขีดความสามารถของท่อ เปโตรไลน์ ในซาอุดีอาระเบีย ให้สามารถรองรับน้ำมันจากคูเวตและยูเออีได้ รวมถึงการสร้างโรงงานแปรรูปแอลเอ็นจีแห่งใหม่บนชายฝั่งโอมานหรือทะเลแดง

เพื่อแก้ปัญหาการถูกปิดล้อมของกาตาร์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “เบี้ยประกันภัยทางยุทธศาสตร์” ที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจในระยะยาว


นอกจากการหาเส้นทางส่งออกใหม่แล้ว วิกฤติการณ์นี้ยังเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตพลังงานสะอาดภายในภูมิภาค เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และไฮโดรเจน เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า และการลงทุนในเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสร้างแหล่งอาหารภายในประเทศ ลดการนำเข้าผ่านเส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยง


การปิดช่องแคบฮอร์มุซตอกย้ำความเปราะบาง ในโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคอ่าวอาหรับที่สั่งสมมานาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ทำลายมายาคติเรื่อง “ความมั่นคงที่ซื้อได้ด้วยเงินทุน” และบีบให้กลุ่มจีซีซีต้องก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของการพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ และการสร้างพันธมิตรข้ามภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


แม้ในท้ายที่สุดความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงด้วยช่องทางทางการทูต หรือการกดดันจากประชาคมโลก แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกได้ทิ้งรอยแผลที่ลึกเกินกว่าจะรักษาได้ในระยะเวลาอันสั้น.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : AFP