ล่าสุด “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.อุตสาหกรรม ได้ประกาศแต่งตั้ง “โอ๋-ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์” เป็น ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อการปฏิรูปพลังงาน หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ทีมสุดซอย ซึ่งเป็นทีมที่เคยสร้างชื่อ ในการปราบปราบธุรกิจเถื่อน ตั้งแต่สมัยกระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งทาง “เอกนัฏ” ได้นำทีมสุดซอย กลับมาตั้งอีกครั้งในกระทรวงพลังงาน โดยภารกิจแรกได้ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน, ตำรวจชุดสืบสวน, ดีเอสไอ และกรมการค้าภายใน บุกตรวจสอบ คลังน้ำมันของ บริษัท วีระสุวรรณ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากพบจีพีเอสรถเข้าออกคลังน้ำมัน แต่จากการรายงานตามบัญชี ไม่มีการรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 แต่มีการจ่ายน้ำมันออกเป็นระยะ

โดยทีมตรวจจึงได้เข้าตรวจสอบการรรับ-จ่าย การดำเนินธุรกิจของบริษัท การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและสารละลายไฮโดรคาร์บอน การขนส่ง เอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบกำกับการขนส่ง ใบอนุญาต เป็นต้น ซึ่งยังไม่พบประเด็นการกักตุนน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามจะยังมีการติดตามในประเด็นการจัดส่งน้ำมันต่อไป

ทั้งนี้ทางพนักงานเจ้าหน้าที่และตำรวจที่ลงพื้นที่ร่วมกันได้มีการขอเอกสารใบกำกับการขนส่ง พร้อมทั้งบันทึกการเข้าออก และกล้องวงจรปิด มาตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติม เพื่อขยายผลและจากการเดินตรวจสอบพื้นที่ภายในคลัง

พบว่า บริษัทมีการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ ถังหมายเลข T12 โดยตามใบอนุญาตระบุให้เก็บน้ำมันชนิดไวไฟมาก (น้ำมันดิบ) แต่จากการสอบถามข้อมูลจากบริษัทและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่า บริษัทเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟน้อย (น้ำมันดีเซลพื้นฐาน Off spec) ซึ่งมีความผิดฐานตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7 มีโทษตามมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้พบว่ามีถังน้ำมันหมายเลข T43 ความจุ 40,000 ลิตร เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดดีเซลหมุนเร็ว B7 โดยมีไว้เพื่อการเติมให้แก่ยานพาหนะทางบก ซึ่งเข้าข่ายเป็นสถานีบริการน้ำมันประเภท ค ลักษณะที่ 2 ที่ต้องได้รับอนุญาตการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มีโทษตามมาตรา 65 จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประกอบกับไม่มีการแจ้งเพิ่มรายการการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีความผิดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 มีโทษตามมาตรา 40 ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท