ภายหลัง “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.โดยมิชอบบนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ล่าสุดกรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ บช.ก. สอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต และเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก.ที่ทับบนผืนป่า เชื่อว่าการบุกรุกทำลายป่าไม้ให้สิ้นสภาพให้ได้มาซึ่งที่ดินแปลงใหญ่ทำเลทองด้านอสังหาริมทรัพย์การท่องเที่ยว มีวิวทิวทัศน์ทอดยาวไปกับชายทะเลอันดามันกำลังจะมีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนส่งแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ดังกล่าว

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 เม.ย. นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมกับ ตำรวจ ปทส. ได้ตรวจยึดไม้ซุง 39 ท่อน ที่พบในบ่อน้ำ ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.กำพวน ใกล้กับพื้นที่เขาปากเตรียมรวมถึงได้ทำการบันทึกปากคำผู้มาแสดงตนเป็นเจ้าของไม้โดยอ้างว่า ตัดโค่นมาจากที่ดินเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจนำชี้เอกสาร และยืนยันที่มาของไม้ทั้งหมด ผู้ที่มาแสดงตนจะต้องยืนยันให้ได้ว่าไม้ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเป็นไม้ที่มาจากที่ดินที่มีเอกสาร หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่ดินที่เบื้องต้นผู้มาแสดงตนอ้างว่าที่ดินมีเอกสาร น.ส.3 ก.ในจำนวน 105 แปลงบนเขาป่าปากเตรียม ผู้แสดงตนรายนี้จะเป็นรายแรกที่เราจะสาวไปถึงกลุ่มขบวนการทั้งหมด

หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กล่าวด้วยว่า ตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนในคดีได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตรวจสอบระวางรูปถ่าย เพื่อนำมาประกอบกับสารบบแปลงที่ดินที่ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดระนองจะส่งมอบให้ โดยแนวทางการทำงานนั้นจะมีการพิจารณาเป็นรายแปลงทั้ง 105 แปลง ให้ทราบถึงที่มาของผู้ที่ขอออกเอกสาร, ความเห็นเจ้าหน้าที่ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นหลักฐานให้กรมที่ดินเพิกถอน เพราะเท่าที่ตรวจสอบทางกายภาพปรากฏชัดเจนว่าที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ลักษณะลาดชันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดที่ไม่สามารถออกเอกสารครอบครองใดๆ ได้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนและอาจจะมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในเร็วๆ นี้

พบซุงยักษ์ 40 ท่อนซุกบ่อน้ำโยงเขาปากเตรียม อดีตผญบ.เจ้าของโร่แจงแค่แช่ ‘รักษาเนื้อไม้’

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลางได้รับข้อมูลด้วยว่า “กลุ่มนายทุนใหญ่” ที่เกี่ยวโยงเข้าไปกว้านซื้อ น.ส. 3 ก. บริเวณเขาปากเตรียม จ.ระนอง คาดว่าเป็นกลุ่มทุนเดียวกันที่เคยไปถือครองที่ดิน อ้างเอกสาร น.ส.3 ก. บริเวณหนองใหญ่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันใจกลางเมือง จ.ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองใหญ่ในพระราชดำริฯ แต่ชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวต่อสู้จนสามารถนำไปสู่การเพิกถอนเอกสาร น.ส.3 ก.กลับคืนมาเป็นที่สาธารณะได้สำเร็จ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชุมพล องอาจ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลบางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้ที่เคยเป็นแกนนำกลุ่มรักบ้านพ่อ ร่วมต่อสู้กับชาวบ้านในการคัดค้านการออกเอกสารสิทธิตั้งแต่ปี 2560 ร้องเรียนเรื่องไปถึง ผบ.มทบ.ที่ 44 ซึ่งตอนนั้นทางกลุ่มทุนพยายามเสนอเงินก้อนใหญ่เพื่อให้ชาวบ้านหยุดการคัดค้านแต่ไม่สำเร็จ

โดยชุดเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ กอ.รมน.ภาค 4 นำโดย พ.ท.ดุสิต เกษรแก้ว (ตำแหน่งขณะนั้น) เป็นหัวหน้าชุด นำคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ภาพถ่ายทางอากาศ ลงพื้นที่ตรวจสอบนาน 4 เดือน รวบรวมหลักฐาน และขึ้นรูปพิกัดแผนที่จนได้ขอบเขตชัดเจน พบว่าพื้นที่บุกรุกออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. จำนวน 27 แปลง กว่า 700 ไร่ ของกลุ่มทุน อยู่ในบริเวณย่านหนองสะบ้า เป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำสาธารณประโยชน์ทุ่งหนองใหญ่ ที่มีพื้นที่อยู่ประมาณ 1,900 ไร่ จึงนำหลักฐานเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.60 และมีมติเห็นควรให้กรมที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิ จำนวน 27 แปลง ต่อมา 25 ต.ค.60 อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนที่ดินทั้งหมด

‘บิ๊กเต่า’ ระดมทีมสอบมือดี ล้างบางรุกป่าเขาปากเตรียม ลากคอผู้มีอิทธิพล-จนท.นอกรีต

แต่ภายหลังถูกกรมที่ดินสั่งเพิกถอน ทำให้กลุ่มทุนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมที่ดิน, นายอำเภอเมืองชุมพร, เทศบาลตำบลบางลึก, อธิบดีกรมที่ดิน และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย ในคดีละเมิดที่ดินต่อศาล ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อสู้กันนานหลายปี แม้ว่าจะยื่นฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีนี้จึงเป็นอันสิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2568 ทำให้การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก. ทั้ง 27 ฉบับ กว่า 700 ไร่ มีผลทางกฎหมาย และปัจจุบัน อยู่ระหว่างที่ดินจังหวัดชุมพร เดินรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญแสดงที่หลวง