สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 13 เม.ย.ว่านายอับบาส อารักชี รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการเจรจาครั้งสำคัญกับสหรัฐ ที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน ว่าเป็นการหารือ “อย่างเข้มข้นที่สุด” นับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านและการสถาปนารัฐอิสลาม เมื่อปี 2522 หรือเมื่อ 47 ปีที่แล้ว
In intensive talks at highest level in 47 years, Iran engaged with U.S in good faith to end war.
— Seyed Abbas Araghchi (@araghchi) April 12, 2026
But when just inches away from "Islamabad MoU", we encountered maximalism, shifting goalposts, and blockade.
Zero lessons earned
Good will begets good will.
Enmity begets enmity.
อารักชียืนยันว่า อิหร่านเข้าร่วม “ด้วยความจริงใจ” เพื่อหวังจะยุติความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ และการหารือมีความคืบหน้าจนเกือบถึงขั้นลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) ร่วมกันได้อยู่แล้ว แต่อิหร่านกลับต้องเผชิญกับ “การเรียกร้องที่เกินพอดี การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขไปมา และการขู่ใช้มาตรการปิดล้อม”
ทั้งนี้ อารักชีตำหนิสหรัฐว่า “ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า ความปรารถนาดีนำมาซึ่งความปรารถนาดี ส่วนความเป็นศัตรูก็นำมาซึ่งความเป็นศัตรู” .
เครดิตภาพ : AFP



