กลางเดือนเมษายน อากาศร้อนจัดเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ บางกลุ่มหลบอยู่ในพื้นที่ปรับอากาศได้ตลอดวัน ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยยังต้องอยู่ในบ้านที่สะสมความร้อน หรือทำงานกลางแจ้งโดยไม่มีทางเลือก ด้วยสถานการณ์เดียวกัน แต่เงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน ทำให้ ‘ความเย็น’กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ไม่เท่ากัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ‘ความเหลื่อมล้ำทางอุณหภูมิ’ (Thermal Inequality) กล่าวคือ เมื่อพื้นที่ที่เย็นและปลอดภัยกลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกด้วยเงิน ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านสุขภาพ รายได้ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส อาจทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มกว่า 2,300 รายต่อปี ผลิตภาพแรงงานลดลงราว 3.3%-3.4% และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็น 0.8% ของจีดีพีกรุงเทพฯ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าความร้อนไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน
ต้นตอของความไม่เท่าเทียม
ความร้อนในเมืองไม่ได้ร้อนเท่ากันทุกที่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ‘พื้นที่นั้นถูกสร้างมาแบบไหน’ ย่านที่เต็มไปด้วยตึก คอนกรีต และถนนลาดยาง มักจะร้อนกว่าพื้นที่อื่น เพราะวัสดุเหล่านี้ดูดความร้อนเอาไว้ตอนกลางวัน แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาตอนกลางคืน ทำให้บางจุดในกรุงเทพฯ ร้อนกว่าพื้นที่รอบนอกได้ถึง 6 องศา โดยเฉพาะโซนเศรษฐกิจที่มีอาคารหนาแน่น


ขณะเดียวกัน กลุ่มคนรายได้น้อยจำนวนมากยังต้องอยู่ในบ้านที่เรียกได้ว่าคล้ายเตาอบลมร้อน ซึ่งสร้างจากสังกะสีหรือคอนกรีต และไม่มีฉนวนกันความร้อน มักเก็บความร้อนไว้ตลอดทั้งวัน ทำให้อากาศภายในร้อนอบอ้าวแม้อยู่ในที่ร่ม และสิ่งที่เกิดขึ้นคือบ้านไม่ช่วยกันความร้อน แต่กลับกลายเป็นที่สะสมความร้อนแทน
สอดคล้องกับงานศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (SEI) ที่พบว่า อุณหภูมิภายในบ้านลักษณะนี้อาจสูงถึง 39.3 องศา ขณะที่หลังคาร้อนถึง 68.1 องศา และในบางช่วง อากาศในบ้านอาจร้อนกว่าภายนอกได้ถึง 10 องศา จนแทบอยู่อาศัยไม่ได้ในช่วงกลางวัน


นอกจากนี้ ‘พื้นที่สีเขียว’ที่ช่วยคลายความร้อนก็ไม่ได้มีเท่ากันทุกพื้นที่ เห็นได้จากข้อมูลจากศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ที่ระบุว่า พื้นที่สีเขียวที่คนเข้าถึงได้จริงมีเพียง 3 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 66% และคนจำนวนมากต้องเดินทางไกลเฉลี่ย 4.5 กิโลเมตรกว่าจะถึงสวนสาธารณะ นั่นหมายความว่าแม้แต่ความเย็นจากธรรมชาติก็ยังเป็นสิ่งที่คนบางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก
ความร้อนกระทบชีวิตและปากท้อง
ผลกระทบของความร้อนยังลุกลามไปถึงโลกการทำงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่มีสัดส่วนถึง 42% ของแรงงานในกรุงเทพฯ คนกลุ่มนี้ต้องทำงานกลางแจ้งและหลีกเลี่ยงความร้อนไม่ได้ ซึ่งกว่า 80% เคยมีอาการป่วยจากความร้อน และหลายคนต้องลดชั่วโมงทำงานลง ส่งผลให้รายได้ลดลงทันที ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ หรืออุปกรณ์คลายร้อน มากกว่า 95% ของผู้ค้าแผงลอยต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรับมือกับอากาศที่ร้อนขึ้น
ความเย็นควรเป็นสิทธิ ไม่ใช่สินค้า
เมื่อความร้อนกลายเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง แนวคิดเรื่อง ‘สิทธิในการเข้าถึงความเย็น’ (Right to Cool) จึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันในระดับสากล โดยมองว่าความเย็นคือสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องดูแล ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนบางกลุ่ม แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การมีพื้นที่เย็นสาธารณะ (Cooling Centers) ที่เข้าถึงได้ฟรี การช่วยเหลือค่าไฟและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการคุ้มครองแรงงานในช่วงอากาศร้อนจัด
ซึ่งหลายเมืองก็ได้มีเริ่มมีการนำไปปรับใช้ เช่น บาร์เซโลนา ที่พัฒนาเครือข่ายศูนย์พักพิงความร้อนกว่า 368 แห่ง ครอบคลุมประชากร 98% ในระยะเดิน 10 นาที หรือปารีสที่ปรับพื้นที่โรงเรียนให้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชนในช่วงอากาศร้อน แนวทางเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมืองสามารถออกแบบให้เย็นอย่างเท่าเทียมได้จริง
สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 5,000 ล้านบาท การสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มเงินช่วยเหลือ 100 บาทต่อเดือน และการลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการเหล่านี้ยังเข้าถึงคนได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อยู่นอกระบบ
นั่นทำให้การแก้ปัญหาเรื่องความร้อนไม่สามารถพึ่งแค่มาตรการระยะสั้นได้ ในระยะยาว ยังต้องปรับที่ ‘ตัวบ้าน’ และ ‘ตัวเมือง’ ควบคู่กันไป เช่น การปรับปรุงบ้านด้วยแนวคิดพาสซีฟคูลลิง (Passive Cooling) ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุสะท้อนความร้อน เพิ่มช่องลม หรือสร้างร่มเงา ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิลงได้ราว 3-5 องศา รวมถึงการวางผังเมืองให้มีพื้นที่สีเขียวกระจายตัวมากขึ้น เพื่อให้คนเข้าถึงความเย็นได้ใกล้บ้าน
เมืองยั่งยืน ต้องไม่ปล่อยให้ใครร้อนลำพัง
ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นเมืองที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันแค่ว่ามีตึกสูงหรือเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหน แต่ต้องดูว่า เมืองนั้นดูแลชีวิตของคนทุกกลุ่มได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัด
‘ความเย็น’ จึงไม่ควรขึ้นอยู่กับกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่อยู่สบาย พื้นที่สาธารณะที่ร่มเย็น หรือระบบช่วยเหลือในช่วงอากาศร้อน และในโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ เมืองจะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะทันสมัยที่สุด แต่เพราะสามารถดูแลคนได้ครบทุกกลุ่ม ทำให้ไม่มีใครต้องเผชิญความร้อนเพียงลำพัง และทุกคนยังใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่ามีรายได้เท่าใดก็ตาม



