สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่า นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมของประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงาน จากการที่สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสหรัฐและอิหร่าน ว่าตามการคาดการณ์ในเวลานี้ อินโดนีเซีย “มีความพร้อมสำหรับช่วงเวลา 5 เดือน 6 เดือน หรือแม้แต่ 10 เดือน”
ขณะเดียวกัน ฮาร์ตาร์โตยืนยัน ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียมีงบประมาณเพียงพอ ที่จะอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงเชื้อเพลิงขับดัน ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้
แม้อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด และมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือหนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ยังคงเป็นผู้นำเข้าสุทธิและมีการอุดหนุนราคาน้ำมันที่ใช้ภายในประเทศอย่างหนัก โดยเงินอุดหนุนนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคประมาณ 30-40% และกินงบประมาณประจำปีมากกว่า 5% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 210 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 384,768 ล้านบาท)
Indonesia can outlast Mid-East war fallout to year end: minister https://t.co/YTVKiSFbxQ
— The Straits Times (@straits_times) April 13, 2026
ด้านการคำนวณงบประมาณอุดหนุนน้ำมันประจำปี 2569 ของอินโดนีเซียนั้น ตั้งอยู่บนสมมุติฐานราคาน้ำมันโลกที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,244.48 บาท) ขณะที่รัฐบาลถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายที่ต้องรักษาการขาดดุลการคลังไม่ให้เกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
แอร์ลังกากล่าวว่า ทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.06 บาท) ที่ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น จะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นประมาณ 6,800 ล้านรูเปียห์ (ราว 12,825.60 ล้านบาท) ส่วนการวางแผนส่วนใหญ่ของรัฐบาลขึ้นอยู่กับว่า “สงครามจะยืดเยื้อเพียงใด”
อย่างไรก็ดี แอร์ลังกาทิ้งท้ายว่า อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากมีการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เช่น ถ่านหิน ยางพารา นิกเกิล ทองแดง และอะลูมิเนียม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง.
เครดิตภาพ : AFP



