เมื่อวันที่ 14 เม.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าประชาชนจะทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.2569 จึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยังคงคุมเข้มการขับเคลื่อนแผนการอำนวยความสะดวก และปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อเตรียมพร้อมระบบขนส่งสาธารณะให้ประชาชนเดินทางกลับได้อย่างอุ่นใจ ในระบบคมนาคมขนส่ง 4 มิติ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ไม่มีการโก่งราคา ทั้งนี้ได้กำชับให้หน่วยงานยังคงร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) กระทรวงคมนาคม ได้รายงานสรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10 – 13 เม.ย. 2569 สะสม 4 วัน พบว่า ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 10,326,204 คน เพิ่มขึ้น 1.61% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 – 14 เม.ย. 2568) ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็น 45.13% ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศรวม 957,984 คน การจราจรเข้า – ออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง มีปริมาณ 3,929,088 คัน ลดลง 1.95% และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 5,037,814 คัน ลดลง 6.12%

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคมสะสม 4 วัน พบว่า โครงข่ายทางบกเกิดอุบัติเหตุรวม 697 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 661 คน เสียชีวิต 109 คน สาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด 442 ครั้ง คิดเป็น 63% ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือ รถพิกอัปบรรทุก 4 ล้อ 378 คัน ลักษณะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรงไม่มีความลาดชัน 504 ครั้ง คิดเป็น 72% จังหวัดเลยมีผู้เสียชีวิตสูงสุด 6 คน ขณะที่กรุงเทพฯ เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 35 ครั้ง ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุลดลง 29% ผู้เสียชีวิตลดลง 4% และผู้บาดเจ็บลดลง 30% ส่วนระบบขนส่งรถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 3 ครั้ง ไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต ขณะที่โครงข่ายทางราง ทางน้ำ และทางอากาศไม่มีรายงานอุบัติเหตุ

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า กรมทางหลวงชนบท(ทช.) ได้แนะนำ 4 เส้นทางเลี่ยงขากลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้สัญจร 4 เส้นทาง ดังนี้ 1.เส้นทางเลี่ยงการจราจรตัวเมืองสระบุรี ใช้ทางเลี่ยง ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.362 (ถนนเลี่ยงเมืองสระบุรี) เดินทางต่อจนถึงคลองชลประทาน เลี้ยวขวาเข้าสู่ สบ.3021 เดินทางต่อไปจากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.33 (แยกร่องแซง) เดินทางต่ออีกจนถึงทางเข้า M6 ด่านหินกอง เพื่อมุ่งหน้ากรุงเทพฯ 2.เส้นทางเลี่ยงการจราจร ทล.24 ช่วงประโคนชัย – นางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มจาก ทล.24 แยกประโคนชัย เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2445 แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ บร.4054 เดินทางต่อไปจะบรรจบกับ บร.5053 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ บร.4013 และเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.224 เดินทางต่อจนถึงตัวเมืองละหานทราย และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.2120 ไปบรรจบกับอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเดินทางเข้าสู่ช่องตะโก – ภาคตะวันออกต่อไป
3.เส้นทางเลี่ยงการจราจร ทล.323 (ถนนแสงชูโต) ช่วงท่าม่วง – ท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เริ่มจากอำเภอท่าม่วง ทล.323 (ถนนแสงชูโต) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.3084 เดินทางต่อไป เลี้ยวขวาเข้าสู่ กจ.4097 เดินทางต่อบนถนนเลียบคลองชลประทาน และตรงยาวในเส้นทาง กจ.3106 จากนั้นเลี้ยวซ้ายแยกท่าเรือเข้าสู่ ทล.3081 เดินทางต่อจนถึงทาง M81 ด่านท่าเรือ เพื่อมุ่งหน้ากรุงเทพฯ และ 4.เส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนมิตรภาพ ช่วงขอนแก่น – นครราชสีมา เริ่มจากรังสิต ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2246 เดินทางต่อไปเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ นม.4058 เดินทางต่อจะบรรจบกับ ทล.2150 ตรงไปผ่านอำเภอขามสะแกแสง จะบรรจบ ทล.205 ที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เดินทางต่อไปเพื่อเข้าสู่ ทล.290 และจะถึงทางเข้า M6 ด่านขามทะเลสอ เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรีต่อไป.



