เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเทียบโอนผลการเรียนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567” ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเทล จังหวัดนนทบุรี พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live : ETV Channel ไปยังบุคลากร สกร. ทั่วประเทศ
ในการประชุมครั้งนี้ มีคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ/เขต ครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงทฤษฎี แต่เป็น “การเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติ” เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” และ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ในการขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการประกาศใข้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 พร้อมกันทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570
“เรากำลังปรับฐานความคิดร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน หลักสูตรใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีเรียน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการเรียนรู้ของ สกร. จากการจัดการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงชีวิตจริง และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคใหม่” อธิบดี สกร.กล่าว
อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based) ที่มุ่งเน้นการคิดเป็น การสื่อสาร การจัดการตนเอง และการเป็นพลเมือง แตกต่างจากหลักสูตรเดิมที่อิงมาตรฐานหรือตัวชี้วัด (Standard-based) โดยยึดแนวคิด New Skill – Reskill – Upskill และ Learn to Earn เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริงในโลกยุคดิจิทัล
ที่ผ่านมา สกร. ได้ทดลองนำร่องหลักสูตรดังกล่าวใน 10 จังหวัด เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนขยายผลเพิ่มเติมอีก 12 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 22 จังหวัด และ 1 สถาบันการศึกษาทางไกล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขยายใช้ทั่วประเทศในปี 2570
จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรใหม่ คือ “ความยืดหยุ่นในการเทียบโอน” โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับหน่วยทหาร 5 หน่วย และสถาบันการศึกษาทางไกล ในการนำผลการฝึกทหาร 300 ชั่วโมง มาเทียบเคียงสมรรถนะทางการศึกษา ทำให้ทหารกองประจำการสามารถใช้ผลการฝึกเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ลดระยะเวลาการเรียน และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ หลักสูตรใหม่ยังมุ่งแก้ปัญหาผู้เรียนหลุดจากระบบ ยกระดับผู้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงเปิดโอกาสให้ “วิทยากรภูมิปัญญา” และผู้มีทักษะเฉพาะด้าน สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองคุณวุฒิผ่านกลไกการเทียบโอนและธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)
อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องพบแนวโน้มเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งด้านการบริหารจัดการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหลายจังหวัดมีคะแนน N-NET สูงขึ้นเกินค่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยให้ผู้เรียนมีเวลา “คิด วิเคราะห์ และลงมือทำ” มากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้โดยตรง
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็น “โอกาสสำคัญของประเทศ” ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมองว่า สกร. มีจุดเด่นในเรื่องของการเทียบโอน และมีจุดแข็งสำคัญคือการมีบุคลากรอยู่ทั่วทุกตำบล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้จังหวัดนำร่องทั้ง 22 จังหวัด และสถาบันการศึกษาทางไกล จัดทำข้อมูลรายวิชาและแนวทางการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศต่อไป



