สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน นำคณะผู้แทนรัฐบาลเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี และรัฐมนตรีคนสำคัญ เพื่อหารือเกี่ยวกับสงครามของยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ห้า
ทั้งสองประเทศให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือ ในด้านการป้องกันทางอากาศ โดยเยอรมนีกล่าวว่า จะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ของยูเครนต่อไป รวมถึงการจัดตั้งกิจการร่วมผลิตโดรน
Ukraine and Germany agree strategic defence partnership that will include cooperation in drone production https://t.co/a9lYcCaqVO pic.twitter.com/7Te9BqPBUK
— Al Jazeera English (@AJEnglish) April 14, 2026
กระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า ได้ตกลงที่จะให้ทุนสนับสนุนสัญญาจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” หลายร้อยลูกของบริษัทเรย์ธีออน จากสหรัฐอเมริกา รวมถึง “ไอริส-ที” ซึ่งเป็นขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ผลิตโดยบริษัทดีห์ล จากเยอรมนี
นายมิคาอิล เฟโดรอฟ รมว.กลาโหมยูเครน กล่าวขอบคุณนายบอริส ปิสโตริอุส รมว.กลาโหมเยอรมนี สำหรับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาระบุว่า มีมูลค่าราว 4,000 ล้านยูโร (ราว 150,784 ล้านบาท) ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเสริมกำลังครั้งใหญ่ สำหรับการป้องกันทางอากาศของยูเครน เพื่อปกป้องเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
Federal Chancellor of Germany @bundeskanzler Friedrich Merz and I held intergovernmental consultations for the first time in more than 20 years. Our relations are already at the level of a true strategic partnership, and the resumption of consultations will help us move even… pic.twitter.com/TG2tSC6S47
— Volodymyr Zelenskyy / Володимир Зеленський (@ZelenskyyUa) April 14, 2026
เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับเมิร์ซว่า ยูเครนได้เสนอข้อตกลงโดรนให้กับเยอรมนี ข้อตกลงโดรนทวิภาคี ซึ่งเกี่ยวข้องกับโดรน ขีปนาวุธ ซอฟต์แวร์ และระบบป้องกันที่ทันสมัยหลายประเภท
ด้านเมิร์ซกล่าวว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศของยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อเยอรมนี และความมั่นคงของประเทศด้วย เนื่องจากไม่มีกองทัพใดในยุโรปที่ผ่านการทดสอบในสมรภูมิรบ ได้มากเท่ากับกองทัพยูเครน ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา.
เครดิตภาพ : AFP



