ท่ามกลางเทศกาลสงกรานต์ ดูเหมือนว่าปี 69 นี้ “อุณหภูมิทางการเงิน” ของคนไทยจะพุ่งสูงยิ่งกว่าอากาศ ข้อมูลล่าสุดจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยให้เห็นตัวเลขที่น่ากังวลใจว่า หนี้ครัวเรือนไทย ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ต่อจีดีพี ซึ่งถือเป็นระดับ “เพดานอันตราย” ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 4 ปี 68 จีดีพีอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ต่อจีดีพี
เช็กสถานะหนี้
พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลของคนไทย มักมีลักษณะ “ใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง” โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ของทุกปี สิ่งที่น่าตกใจคือ “หนี้เสีย” ในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิตเริ่มส่งสัญญาณสีแดงเข้ม หมายความว่าคนไทยจำนวนมากเริ่ม “ผ่อนไม่ไหว” แต่กลับยังเลือกที่จะ “กู้มาเที่ยว” เพื่อรักษาหน้าตาทางสังคม
ในช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์มักมาพร้อมกับคำว่า “ของมันต้องมี” และ “นานทีปีหน” ในขณะที่รายจ่ายอื่นๆ ก็เข้ามามากมายหลายด้านทั้งค่าเดินทางกลับบ้าน ที่พุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว, ค่าเลี้ยงฉลอง การเป็น “เจ้ามือ” มื้ออาหารเพื่ออวดบารมีในหมู่เครือญาติ, ค่าซองทำบุญ ภาษีสังคมที่ปฏิเสธยากในต่างจังหวัด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ หากไม่ได้วางแผนด้วย “เงินสด” แต่เลือกใช้การ “รูดปาด” หรือ “กดเงินสด” ออกมาล่วงหน้า ดอกเบี้ยมหาโหดกว่า 16-25% ต่อปี จะเริ่มทำงานทันทีที่เข็มนาฬิกาผ่านพ้นวันหยุดยาว
การมีหัวใจที่กตัญญูและรักพวกพ้องเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่เบียดเบียนอนาคตตัวเอง มีหลายคนได้แนะนำ “คาถาเอาตัวรอด” เพียงยืดอกยอมรับ “ช่วงนี้กำลังเร่งเก็บเงินใช้หนี้ ดาวน์บ้าน” การพูดความจริงอย่างสุภาพไม่ใช่เรื่องน่าอาย, ให้ตามกำลัง เปลี่ยนจากการเป็นเจ้ามือเลี้ยงใหญ่ เป็นการซื้อของฝากที่มีคุณค่าทางใจแทน และตั้งงบ “เปย์” ที่ชัดเจน กำหนดเงินสดในกระเป๋าไว้เลยว่าสงกรานต์นี้ใช้ได้เท่าไหร่ ถ้าหมดคือ “จบ” ห้ามกดเพิ่ม
ระเบิดเวลา
การใช้เงินก่อหนี้ยิ่งเฉพาะเทศกาล มักจะนำพามาให้เกิดปัญหา ซึ่งหากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป “ระเบิดเวลา” จะเริ่มทำงานในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมที่ผู้ปกครองต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล หากเงินถูกใช้หมดไปกับความสนุกช่วงสงกรานต์ วงจรหนี้นอกระบบที่โหดร้ายกว่าเดิมจะกลับมาหลอกหลอนทันที
จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังของสำนักวิจัยเศรษฐกิจเคเคพี กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร พบว่า สภาพคล่องของคนไทยในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ถูกกดดันด้วยปัจจัย “พายุค่าใช้จ่าย” ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ภาระภาษีเงินได้ที่ขยับสูงขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระบุว่าภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 68 พุ่งสูงถึง 432,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29% จาก 4 ปีก่อนหน้า และผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียมเงินสดเฉลี่ย 5,000-10,000 บาทรับภาระภาษีในช่วงเวลานี้
2.วิกฤติค่าไฟหน้าร้อน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและกินไฟเพิ่มขึ้น 3% ทำให้บิลค่าไฟในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. มักพุ่งสูงกว่าเดือนอื่นๆ เฉลี่ย 10-30% 3.ค่าใช้จ่ายเทศกาลและวัฒนธรรม แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ยอดใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ปี 68 กลับพุ่งสูงถึง 1.06 แสนล้านบาท จาก 0.88 แสนล้านบาทในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงภาระค่าเดินทางและค่าเฉลิมฉลองที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ
4.ต้นทุนการศึกษา “ภาระที่ตัดไม่ได้” ถือเป็นปัจจัยที่หนักที่สุดสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลาน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนและนานาชาติที่ต้องเตรียมงบประมาณตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อปีสำหรับการเปิดภาคเรียนใหม่
สงกรานต์ปีนี้ จึงไม่ใช่แค่ความสนุกในการใช้จ่ายท่องเที่ยว หรือการสาดเงิน แต่ความสนุกมักมาพร้อมกับความลำบากใจและทุกข์ใจ เพราะในช่วงสงกรานต์ยังเป็นช่วงที่ใกล้เปิดเทอมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ดังนั้นหากตกไปอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ก็จำต้องกู้หนี้ยืมสินอีกเช่นเคย ทางที่ดีการกลับมาทำงานหลังหยุดยาวด้วย “รอยยิ้ม” และ “เงินในบัญชีที่ยังเหลืออยู่” โดยไม่ต้องนั่งกุมขมับกับใบแจ้งหนี้ที่กำลังจะตามมาเป็นพรวน เป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด
มาตรการแก้หนี้
สำหรับมาตรการแก้หนี้ที่เป็น “ยาแรง” จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อไม่ให้สงกรานต์กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้เสียก้อนใหม่ โดย ธปท. ได้ขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 69 จุดที่น่าสนใจคือ มาตรการจ่ายขั้นต่ำ ยังคงรักษาระดับการผ่อนชำระขั้นต่ำ บัตรเครดิตไว้ที่ 8% เพื่อลดภาระให้ลูกหนี้ในภาวะค่าครองชีพสูง
ขณะที่แรงจูงใจคนมีวินัย ลูกหนี้ที่จ่ายตรงตามกำหนด มากกว่าหรือเท่ากับ 8% จะได้รับ เครดิตเงินคืน เท่ากับการลดดอกเบี้ย 0.25% ทุก ๆ 3 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ปิดจบหนี้ได้ไวขึ้น และโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เน้นช่วยลูกหนี้กลุ่มหนี้เสีย ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตที่ดีได้อีกครั้ง
สิ่งที่เพิ่มเข้ามาล่าสุด ธปท. ได้ให้ธนาคารออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ฝ่าวิกฤติพลังงาน ในยุคน้ำมันแพง ไม่ว่าจะเป็นลดดอกเบี้ย ลดค่างวด เลือกจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย และเติมเงินทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ระวังสงกรานต์สายเปย์
การเดินทางรอบนี้ในช่วงสงกรานต์ 69 ไม่ใช่เพียงต้องเจอกับวิกฤติพลังงานที่น้ำมันแสนแพง แต่อาจเจอกับหนี้ก้อนโตที่รออยู่ เพราะหากมีการใช้จ่ายอย่างไม่ระวังเป็น “สงกรานต์สายเปย์” ก็อาจทำให้การเงินของเราในครัวเรือนวิกฤติได้อีกเช่นกัน ยิ่งหากใกล้เปิดเทอมยิ่งมีค่าใช้จ่ายรอยู่ข้างหน้าอีกจำนวนไม่น้อย สิ่งที่เตือนใจได้คือ การมีสติที่เราควรตระหนักไว้เสมอ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น
ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินให้กับครัวเรือน เป็นเรื่องที่สำคัญในยามวิกฤติ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายและการก่อหนี้ที่เกินตัว ถ้ารู้จักการออมและการลงทุน รู้จักวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของหลายภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน โดยภาครัฐต้องส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับประชาชน ขณะที่ภาคครัวเรือนก็ต้องขวนขวายหาความรู้และฝึกวินัยทางการเงินด้วยตัวเอง และภาคสถาบันการเงินต้องไม่ออกโปรโมชั่นหรือผลิตภัณฑ์การเงินที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประชาชนติดกับดักหนี้.



