นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงดุลบัญชีเดินสะพัดไทย น่ากังวลแค่ไหน? โดยระบุว่า ตั้งแต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน เม.ย. 2569 ประกาศออกมาติดลบเป็นประวัติการณ์เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว มีหลายคนถามว่า ธปท. มองตัวเลขนี้และทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดในอนาคตของไทยอย่างไร จะนำไปสู่วิกฤติค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่
สำหรับท่านที่อยู่นอกวงการเศรษฐกิจการเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ สรุปบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เกิดจากการทำมาหากินกับต่างประเทศ เช่น การขายสินค้า การท่องเที่ยว และการส่งเงินปันผล ถ้าเกินดุล แปลว่า เราหาเงินเข้าประเทศได้มากกว่าจ่ายออก แต่ถ้าขาดดุล แปลว่า เงินไหลออกนอกประเทศมากกว่าที่หาได้ ซึ่งการขาดดุลต่อเนื่องยาวนานอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อค่าเงินได้ แบบที่เคยเกิดกับไทยในปี 2540 โดยก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยติดลบประมาณ 8% ต่อจีดีพี
นายดอน ระบุว่า ต้องยอมรับว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน เม.ย. ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. 2556 เกือบสองเท่า และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมพลิกจากที่เป็นบวกในช่วงสามเดือนแรกของปี เป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ‘ภาวะขาดดุลแฝด’ (Twin Deficit) ซึ่งหมายถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ‘ควบคู่’ กับการขาดดุลงบประมาณ ในรอบ 4 ปี อย่างไรก็ดี หากไปดูที่มาที่ไปของตัวเลขขาดดุลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ ต้องบอกว่า ยังเร็วเกินไปมากที่จะเป็นจุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ตัวเลขขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือน เม.ย. เป็นการขาดดุลจากนำเข้าพลังงานสุทธิถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับสูงขึ้นจากวิกฤติพลังงาน และการเร่งนำเข้าสำรองน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 110 วัน จากเดิมประมาณ 60 วัน มองไปข้างหน้า คาดว่ารัฐจะไม่มีการสำรองเพิ่มเติม เนื่องจากสำรองในปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว การขาดดุลพลังงานในระยะต่อไปจึงจะมาจากปัจจัยราคาเป็นสำคัญ
ขณะที่ตามประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ธปท. มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง การขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานจึงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดรวมทั้งปีกลับมาสมดุลหรือติดลบไม่มากนัก ไม่เกิน 1% ต่อจีดีพี ห่างไกลจากช่วงปี 40 มาก
“ต้องบอกว่ายุคที่จะเห็นไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงน่าจะจบลงแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกทำลายในช่วงแรกของสงครามทำให้ราคาพลังงานจะยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามนานพอสมควร อีกส่วนหนึ่งจากแนวโน้มการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มากับกระแสการลงทุนใน Data Center”
นายดอน อธิบายเพิ่มเติมว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป และในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ที่สำคัญกว่า คือ การขาดดุลและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีที่มาจากไหน ในมิติของการบริโภคและการลงทุน
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ถ้าไม่นับช่วงโควิดที่รายได้จากการท่องเที่ยวหายไป ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก และทำให้ไทยเข้าเกณฑ์การประเมิน Currency Manipulation ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่กำหนดว่า ประเทศไม่ควรเกินดุลเกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งทำให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมาก
สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เป็นบวกก่อนหน้านี้สะท้อนการลงทุนที่น้อยเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ทำให้ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง มองในมิตินี้ เราไม่ควรพึงพอใจกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกในช่วงก่อนหน้า
ในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลได้จากการบริโภค และ/หรือ การลงทุนที่สูง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลจากการบริโภคนั้น ไม่ดีแน่นอน แต่การขาดดุลที่มาจากการลงทุน ต้องลงลึกไปอีกว่าเป็นการลงทุนอะไร
“หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าในช่วงที่ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล เตรียมเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย ไทยขาดดุลเดินสะพัดต่อเนื่องยาวนานจากการลงทุนในอีสเทอร์นซีบอร์ดเพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้ในอนาคตของประเทศ ช่วงนั้นการขาดดุลของไทยถูกมองว่าเป็นเรื่องดี และเราเคยใช้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการลงทุนเป็นข้อโต้แย้งว่าไทยจะไม่ซ้ำรอยเม็กซิโกในปี 2537 ที่เกิดวิกฤติการเงินจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการบริโภคเกินตัว จุดตายของไทยในปี 2540 คือ เรามองว่าข้ามไปว่า ในช่วงหลังการลงทุนส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศแต่อย่างใด”
นายดอน มองว่า ในรอบนี้ ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุลลดลงหรือติดลบบ้าง จากการลงทุนที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา แต่กลับกันเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี จะไม่เป็นกังวลเลยก็ไม่ใช่ เพราะการวิเคราะห์ข้างต้นอิงกับสมมุติฐานว่าราคาพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ถ้าราคาไม่ลง ไทยจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องจากการบริโภค (พลังงาน)
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นการนำเข้ามาเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่ปรากฏในดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ส่วนที่กังวลคือส่วนที่เป็นการนำเข้าเพื่อการบริโภคในประเทศ และยิ่งถ้าเป็นการนำสินค้าราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับเอสเอ็มอีไทย ยิ่งน่าเป็นห่วงอนาคตเศรษฐกิจไทย
สุดท้ายไทยจะเกิดวิกฤติค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่? ต้องบอกว่าบริบทของไทยต่างกันมาก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของอินโดนีเซียในปัจจุบันจะดูดีกว่าไทย โดยเฉพาะตัวเลขการคลัง แต่ไส้ในของอินโดฯ มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดยังคาใจอยู่เยอะมาก ทั้งปัญหาระเบิดเวลาจากหนี้ของภาครัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่พุ่งสูง และการตั้งกองทุนใหม่อย่าง Danantara ที่โดนตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผสมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากวิกฤตพลังงาน พอความเชื่อมั่นสั่นคลอน เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นที่อินโดนีเซียพึ่งพาอยู่มากจึงไหลออกทันที
นอกจากนี้ กันชนจากเงินสำรองระหว่างประเทศของอินโดนีเซียต่ำกว่าของไทยมาก มองในมิตินี้ โอกาสที่ไทยจะเกิดวิกฤติค่าเงินในระยะสั้นจึงต่ำมาก โจทย์ใหญ่ของไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องวิกฤติค่าเงิน แต่คือไทยจะผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร ให้กู้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาได้อีกครั้ง



