ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤติพลังงาน จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อทำให้คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่แค่ “จะรวยได้อย่างไร” แต่คือ “จะบริหารเงินอย่างไรให้อยู่รอด” ในแต่ละวัน
ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่มากมาย เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 40 ตามด้วยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 51 จนถึงวิกฤติโควิด-19 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ซึ่งแต่ละวิกฤติได้ทิ้งบทเรียนราคาแพงที่ไม่ควรมองข้าม
วิกฤติต้มยำกุ้ง
“เมื่อวานยังดูดีอยู่เลย วันนี้ต้องปิดกิจการ” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 เช่น กรณีของร้านอาหารไทยชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีลูกค้าเข้าคิวรอต่อแถวยาวทุกวัน รายได้เฉลี่ยวันละหลักแสนบาท แต่ด้วยการบริหารแบบ “รายได้ดี ค่าใช้จ่ายดี” โดยไม่มีการสำรองเงินไว้ เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทลอยตัว ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 40% ทำให้ร้านไม่สามารถประคองตัวผ่านช่วงวิกฤติไปได้
นี่คือบทเรียนสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “เงินสำรอง” คือเกราะป้องกันชั้นแรกในยามวิกฤติ แม้ธุรกิจหรือหน้าที่การงานจะมั่นคงแค่ไหน ก็ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 – 12 เดือนของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
วิธีการสร้างเงินสำรองที่ได้ผลที่สุด คือ การตั้งระบบออมอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้า อย่ารอให้เหลือค่อยเก็บ เพราะส่วนใหญ่มักจะไม่เหลือ ที่สำคัญต้องแยกบัญชีเงินสำรองออกจากบัญชีใช้จ่ายปกติ เสมือนการแยกกระปุกเก็บออมไว้ในที่ที่หยิบใช้ยาก จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและทำให้เงินสำรองเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่าลืมว่าด้วยสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยให้ยืนหยัดอยู่ได้ในยามวิกฤติ
วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
พนักงานวัย 35 ปี ทำงานสถาบันการเงินข้ามชาติแห่งหนึ่ง เคยได้รับเงินเดือนและโบนัสรวมปีละกว่า 3ล้านบาท ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะพลิกผันในชั่วข้ามคืน เมื่อบริษัทล้มละลายในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 51 ต้องตกงานพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกกว่า 50 คน ถึงแม้จะทำงานประจำสาขาประเทศไทย แต่คิดว่าตัวเองมีงานที่มั่นคงที่สุดในโลก เงินเดือนสูง สวัสดิการดี จนละเลยการสร้างแหล่งรายได้อื่น แต่เมื่อวิกฤติมา ทุกอย่างก็หมดลงในพริบตา
บทเรียนนี้สอนให้เห็นว่า การพึ่งพารายได้ทางเดียวในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น ควรสร้างแหล่งรายได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อรับงานเป็นรายได้เสริมในช่วงวันหยุด เริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ คู่กับงานประจำ หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เช่น ลงทุนในหุ้นปันผล เพราะเมื่อขาหนึ่งสะดุด อย่างน้อยยังมีอีกขาที่พยุงให้ก้าวเดินต่อไปได้
บทเรียนวิกฤติโควิด-19
เรื่องราวของสองคนในช่วงวิกฤติโควิด-19 สะท้อนความสำคัญของการมีประกันได้อย่างชัดเจน คนแรก มั่นใจว่าตัวเองอายุแค่ 35 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องทำประกัน แต่เมื่อติดเชื้อโควิด-19 และต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ถึงแม้จะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การติดเชื้อโควิดไม่ได้จบแค่การรักษาในโรงพยาบาล เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีปัญหาด้านความจำ และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากไม่มีประกันสุขภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ต้องพึ่งพาเงินเก็บออมที่สะสมมาทั้งชีวิต
ในทางตรงกันข้าม คนที่สอง ที่ทำประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่อายุ 22 ปี เมื่อเข้าการรักษาพยาบาลและต้องนอนโรงพยาบาลเช่นกัน แต่ประกันช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงการรักษาผลกระทบระยะยาวต่าง ๆ ทำให้ไม่ต้องกระทบเงินเก็บและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังหายป่วย
บทเรียนนี้สอนให้เห็นว่า ประกันคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปี การมีประกันที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อยและสุขภาพยังดี เพื่อให้ได้เบี้ยประกันที่ถูกกว่าและไม่ต้องกังวลเรื่องโรคประจำตัวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญ คือ ต้องเลือกความคุ้มครองให้เหมาะสมกับช่วงชีวิต และทบทวนความคุ้มครองอย่างสม่ำเสมอ เพราะประกันที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องคุ้มครองในสิ่งที่เราต้องการและจ่ายได้ในระยะยาว
เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ
จากบทเรียนดังกล่าว พบว่าวิกฤติสามารถเกิดขึ้นได้เสมอและมักมาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสร้างเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย กระจายความเสี่ยงในการลงทุน ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เดียว มีความคุ้มครองประกันที่เหมาะสมเพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน เพราะชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางที่ยาวไกล การมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงจะช่วยให้ก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างมั่นคง
บริหารเงินสดรายวัน-รายเดือน
เมื่อเข้าสู่วิกฤติพลังงานปี 69 การอยู่รอดในยุคข้าวยากหมากแพงต้องเริ่มจาก “บัญชีครัวเรือน 4.0” ที่เน้นความคล่องตัว โดยเริ่มจากการสำรวจโครงสร้างค่าใช้จ่าย แยก “ของมันต้องมี” ออกจาก “ของมันอยากได้” อย่างเด็ดขาด ในช่วงวิกฤติพลังงาน ค่าเดินทางและค่าไฟคือรายจ่ายหลักที่ต้องควบคุม ต่อมาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง หากทำได้ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือไปทางเดียวกันนั่งรถคันเดียวกัน อาจช่วยลดภาระค่าน้ำมันที่พุ่งสูงได้ถึง 20-30% ต่อเดือน
ที่สำคัญต้องสำรองสภาพคล่อง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ควรมีเงินสดหมุนเวียนในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน
10 วิธีวางแผนการเงินเชิงป้องกัน
การสร้างภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งจำเป็น เปิด 10 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างกองทุนฉุกเฉินขั้นสูง ขยับเป้าหมายเงินสำรองจาก 6 เดือน เป็น 12 เดือน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเรื่องการเลิกจ้าง 2.ลดหนี้ดอกเบี้ยสูง เร่งปิดยอดบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยเกิน 15% เพราะในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้เหล่านี้จะพอกพูนเร็วมาก 3.ทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ป้องกันไม่ให้เงินออมทั้งชีวิตต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลเพียงครั้งเดียว 4.กระจายรายได้มากกว่าหนึ่งทาง ใช้ทักษะดิจิทัลสร้างอาชีพเสริมที่สอดคล้องกับเทรนด์ตลาด
5.ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการรัฐ ติดตามมาตรการลดหย่อนภาษี หรือโครงการอุดหนุนพลังงาน เพื่อใช้สิทธิให้ครบถ้วน 6.วางแผนภาษีล่วงหน้า หรือประกันบำนาญเพื่อลดรายจ่ายทางภาษีและสะสมเงินระยะยาว 7.ลงทุนในตัวเอง เพิ่มมูลค่าตัวเราให้เป็นที่ต้องการของตลาดงาน แม้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย 8.หลีกเลี่ยงการค้ำประกัน ในช่วงวิกฤติ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น อย่าเอาตัวเองไปผูกกับความเสี่ยงของผู้อื่น 9.ใช้กฎ 50/30/20 แบ่งรายได้เป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50%, ความต้องการส่วนตัว 30%, และเงินออม/ลงทุน 20% และ 10.ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐและทิศทางราคาสินค้า
กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุน
ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง การถือเงินสดเพียงอย่างเดียวจะทำให้มูลค่าเงินลดลง พอร์ตการลงทุนที่แนะนำควรเน้น “สินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ” และ “ความปลอดภัย” โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้ทองคำ (10-15%) สินทรัพย์ปลอดภัย ที่พิสูจน์แล้วว่ารักษามูลค่าได้ดีที่สุดในช่วงวิกฤติพลังงานและสงคราม, หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคและพลังงาน (30%) เน้นบริษัทที่มีอำนาจต่อรองราคา และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
พันธบัตรรัฐบาล/ตราสารหนี้ระยะสั้น (25%) เพื่อรับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น และเน้นความมั่นคงของเงินต้น, อสังหาริมทรัพย์ (15%) สินทรัพย์ที่มีรายได้จากค่าเช่าซึ่งมักปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ, เงินสดและเงินฝากดอกเบี้ยสูง (15-20%) เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดเกิดการปรับฐาน
วางแผนการเงิน
เข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนด้านราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ของภาคครัวเรือนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในบริบทนี้ การใช้จ่ายช่วงสงกรานต์จึงไม่ใช่เรื่องของ “ใช้จ่ายได้แค่ไหน” แต่เป็นเรื่องของ “ใช้อย่างไรให้เหมาะสม” เพื่อให้ความสุขในช่วงเทศกาลไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะ
บมจ.บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี ได้แนะนำการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลควรเริ่มต้นจากการวางแผนงบประมาณล่วงหน้า แยกค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเดินทางและค่าที่พัก ออกจากค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิง รวมถึงกันเงินสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายหลังวันหยุด บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนไม่น้อย มักเผชิญความตึงตัวทางการเงินในเดือนถัดไป เนื่องจากใช้จ่ายเกินแผนโดยไม่รู้ตัว
ในช่วงสงกรานต์ บัตรเครดิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินระหว่างการเดินทาง โดยบัตรเครดิตควรถูกใช้ในฐานะ “เครื่องมือบริหารกระแสเงินสด” ไม่ใช่ทางลัดในการใช้จ่ายเกินกำลัง
ใช้อย่างปลอดภัย
อีกประเด็นสำคัญในช่วงสงกรานต์ คือ ความปลอดภัยในการใช้บัตรเครดิต โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางหรือใช้จ่ายนอกสถานที่ผู้ถือบัตรควรเก็บบัตรไว้ใกล้ตัว หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลบัตร ตรวจสอบยอดใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ และเปิดระบบแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย บริการแจ้งเตือน ลดความเสี่ยงจากการทุจริตในช่วงที่มีการใช้บัตรผิดปกติ
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาสมัครบัตรเครดิต ควรเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง เช่น ใช้จ่ายด้านใดมากที่สุด เดินทางบ่อยหรือไม่ หรือใช้จ่ายผ่านร้านอาหารและออนไลน์เป็นหลัก จากนั้นเลือกบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ มากกว่าการสมัครบัตรหลายใบโดยไม่จำเป็น
บริหารเงินรอดวิกฤติ
แม้เศรษฐกิจในปี 69 อาจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่หากมีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดี เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม และรักษาวินัยในการชำระคืน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกกับเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดความสุขในช่วงสงกรานต์อาจไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่ใช้ แต่คือการกลับมาใช้ชีวิตหลังวันหยุดได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลกับการเงินที่สะดุดตามมา
การบริหารเงินช่วงวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญ วิกฤติพลังงานในปีนี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บังคับให้เราต้อง “ยกเครื่อง” วิธีคิดทางการเงินใหม่ ความอยู่รอดไม่ได้วัดกันที่ใครหาเงินได้มากกว่า แต่ใคร “รักษา” และ “ต่อยอด” เงินที่มีอยู่ได้ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำได้ดีกว่ากัน!



