วิกฤติความตึงเครียดและการปิดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือราคาพลังงานทั่วโลก แต่ยังส่งผลต่อ “ฟุตบอลโลก 2026” ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

โดยเฉพาะกับเครื่องดื่มที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ “เวิลด์คัพ” อย่าง “เบียร์”

ว่ากันว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะไม่ใช่เทศกาลแห่งความสุขของคนทั้งโลก แต่จะเป็นเทศกาลแห่งความขาดแคลน โดยเฉพาะ “เบียร์” และอาหาร

สาเหตุเพราะตอนนี้ โลกของเรากำลังเจอวิกฤติขาดแคลน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อย่างหนัก

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมถึงจะทำให้เบียร์ขาดแคลน ไปหาคำตอบกัน

+++++++++++++++++++

CO2 เป็นมากกว่าแค่ “ความซ่า” ในเครื่องดื่ม

สำหรับคนทั่วไป CO2 อาจเป็นเพียงก๊าซที่ทำให้เครื่องดื่มมีฟองฟู่ แต่ในอุตสาหกรรมอาหาร ก๊าซชนิดนี้คือ เส้นเลือดใหญ่ ที่ขาดไม่ได้

“เดอะ ซัน” สื่อยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดี เปิดเผยข้อมูลจากบทวิเคราะห์ความลับของรัฐบาลอังกฤษ ชี้ให้เห็นว่า CO2 มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศจนคาดไม่ถึง

เพราะมันถูกใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรักษาความสด ไปจนถึง กระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถูกนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์กลุ่มสลัด เนื้อสัตว์แปรรูป และเบเกอรี่

นอกจากนี้ ยังเป็นองค์ประกอบหลักในกระบวนการทำให้สัตว์สลบสำหรับหมูเกือบทั้งหมดและไก่ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้

หากปราศจากก๊าซชนิดนี้ ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงงานแปรรูปไปจนถึงชั้นวางสินค้าจะหยุดชะงักลง

แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษ จะบอกประชาชนว่า ชาวเมืองผู้ดียังไม่ถึงขั้นอดอยาก แต่ “ความหลากหลาย” ของอาหารที่เคยมีจะหายไปอย่างมีนัย

และจะกลายเป็นวิกฤติที่ตรงสู่ผู้บริโภคโดยตรง และเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่าในซูเปอร์มาร์เก็ต

++++++++++++++++++++

ระดับก๊าซ CO2 อาจลดลงเหลือแค่ 18%

สื่อดังกล่าว แฉด้วยว่า รัฐบาลได้สั่งให้ซักซ้อมแผนรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว ภายใต้รหัสที่ชื่อว่า “Exercise Turnstone”

ข้าราชการระดับสูงจากหลายกระทรวง ได้จำลองสถานการณ์ว่า ถ้าหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด และสงครามยังไม่ยุติลงในถึงเดือนมิถุนายน 2569 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ผลการวิเคราะห์ ระบุว่า ระดับก๊าซ CO2 ในอังกฤษจะลดลงเหลือเพียง 18% ของปัจจุบัน

ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินกว่าจะพยุงระบบอาหาร สาธารณสุข และพลังงานประเทศได้

แม้ อังกฤษ จะมีคลังสำรองก๊าซอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤติในระยะยาวหากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป

+++++++++++++++++++

เมื่อ “การอยู่รอด” ต้องมาก่อน “ความรื่นเริง”

รัฐบาลอังกฤษ ได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉิน ใช้ชื่อว่า Cobra

คณะกรรมการชุดนี้ ได้กำหนดลำดับความสำคัญในการจัดสรรก๊าซ CO2 ที่เหลือน้อยนิดไว้อย่างชัดเจน

และเลือก “การรักษาชีวิต” และ “ความมั่นคง” ให้อยู่เหนือความบันเทิงและการบริโภคทั่วไป

มาตรการของพวกเขามีหลายอย่าง อาทิ

CO2 ในรูปของน้ำแข็งแห้ง จะถูกสงวนไว้ใช้เพื่อรักษาอุณหภูมิในคลังเลือด, อวัยวะสำหรับการปลูกถ่าย และวัคซีน

พลังงานนิวเคลียร์ ถูกจัดเป็นความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อใช้ในกระบวนการหล่อเย็น และทำให้การผลิตไฟฟ้ายังคงดำเนินต่อไปได้

นั่นหมายความว่า ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร และธุรกิจบริการ จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเสียสละ

ปรากฏการณ์ “เบียร์หมด” และ “ขาดแคลนอาหาร” ในช่วงบอลโลก จึงไม่ใช่การคาดการณ์

แต่คือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทุกคนต้องเตรียมพร้อม และรับมือ

++++++++++++++++++++

มาตรการขั้นเด็ดขาดและงบประมาณมหาศาล

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพื้นฐานจะไม่ล่มสลาย รัฐบาลอังกฤษ ภายใต้การนำของ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายและงบประมาณอย่างเต็มรูปแบบ

“กฎหมายฉุกเฉิน” อาจมีการนำมาใช้เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจสั่งการให้โรงงานต่างๆ หยุดการผลิตสินค้าปกติ และเปลี่ยนสายการผลิตมาเป็น CO2 แบบ 100%

แต่ถ้าหากทำอย่างนั้น รัฐบาลก็ต้องเตรียมงบประมาณเพื่อชดเชยอย่างสูงลิ่วด้วย

จากที่ประเมิน คาดว่า รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ภาคอุตสาหกรรมหลักหลายสิบล้านปอนด์ เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ต้องหยุดผลิตสินค้าหลักของตนเอง เพื่อหันมาผลิต CO2 เพียงอย่างเดียว

นอกจากนั้น รัฐบาลยังเตรียมเร่งการผลิตในประเทศแบบเต็มอัตรา และสั่งให้แต่ละโรงงานเดินเครื่องเต็มเวลา เพื่อพยุงปริมาณก๊าซในระบบไม่ให้วิกฤติไปมากกว่านี้

++++++++++++++++++++

วิกฤติอาหารครั้งใหญ่ของโลก

วิกฤติ CO2 ที่กำลังเกิดขึ้นคือบทเรียนที่ราคาแพงของความมั่นคงทางอาหาร

มันแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในพื้นที่ห่างไกลหลายพันไมล์ สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงโต๊ะอาหาร และรายการเครื่องดื่มของเราได้จริงๆ

รวมถึงสุนทรีในการดูฟุตบอลโลกที่แฟนบอลทุกคนรอคอยด้วย

ดังนั้น นอกจากคำถามที่ว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีเบียร์ไหม? เรายังควรถามดังๆ ไปถึงรัฐบาล และผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมืองทั้งหลายด้วยว่า จะจัดการกับความมั่นคงทางอาหารยังไง?

และได้เตรียมการรับมือเอาไว้เหมือนที่รัฐบาลอังกฤษ และอีกหลายประเทศเตรียมไว้หรือไม่

ไม่มีใครรู้ว่า สงครามครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ และถ้าเกิดยืดเยื้อต่อไปเป็นปี มันอาจไม่ใช่แค่เบียร์ที่หมด แต่อาหารที่พวกเราคิดว่ามีเหลือเฟือก็อาจจะไม่เหลือเลยก็ได้.