เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายรอมฎอน ปันจอร์  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  โพสต์ข้อความระบุว่า  ปริศนายังคงมีอยู่หลังแจ้งความนาวาเอก นายกฯ ต้องกำชับตำรวจทำคดีตรงไปตรงมา – ความคืบหน้าล่าสุดกรณีการใช้รถยนต์ กอ.รมน. ไปลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ก็คือเมื่อวานนี้ทางผู้ว่าฯ นราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.นราธิวาส ได้มอบหมายให้ น.อ.ยุทธนา สระดี รอง ผอ.รมน.นราธิวาส (คล้าย ๆ รองผู้ว่าฯ ฝ่ายทหาร) ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ในฐานความผิดตามมาตรา 151 และ 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยมีการเน้นย้ำด้วยว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีความมั่นคง

นายรอมฎอน ระบุต่อว่า ผมมีข้อสังเกตดังนี้ครับ เรื่องแรก เป็นไปได้ว่ามีการกำชับลงไปจากนายกรัฐมนตรี/รมว.มหาดไทย ให้เร่งการดำเนินการบางอย่าง ผมไม่แน่ใจเรื่องจังหวะเวลา แต่เมื่อวานนี้ท่านนายกฯ ให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยท่าทีดุดันจริงจังมากขึ้น เน้นย้ำว่าตนมีอำนาจเต็มในการสั่งการ รายงานข่าวถึงกับโควทคำพูดของท่านที่ว่า

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯ ย้ายได้ จะย้ายให้ดู”

หลังจากนั้นไม่นานก็ปรากฏข่าวการที่ผู้ว่าฯ/ผอ.รมน.นราธิวาส สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปแจ้งความร้องทุกข์กับนาวาเอกที่ตกเป็นข่าวว่าเป็นคนเบิกรถไปให้ “เพื่อนยืม”

นายรอมฎอน ระบุอีกว่า เรื่องที่สองซึ่งสำคัญกว่า คือ ฐานความผิดตามกฎหมายอาญานั้นจำกัดอยู่ที่ 151 และ 157 มาตราแรกเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ส่วนมาตราหลังเป็นการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พิจารณาตามนี้แล้ว ไม่ว่าการใช้รถ กอ.รมน. จะมีขั้นตอน/วิธีการอย่างไร มีคำอธิบายในมุมใดก็ตาม แต่ก็เป็นการยอมรับแล้วว่าได้ก่อให้เกิดการเสียหายแก่รัฐไปแล้ว

แต่ที่น่าคิดก็คือกรอบในการดำเนินคดี กล่าวคือ น.อ.มนตรี ไม่ได้ถูกพิจารณาจากผู้บังคับบัญชาในฐานความผิดอาญาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการลอบสังหาร จะเห็นว่าไม่มีฐานความผิดเกี่ยวกับการฆ่าและพยายามฆ่าใด ๆ (มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) แม้สองฐานความผิดที่จะแจ้งความนั้นค่อนข้างหนัก แต่ดูรูปการณ์แล้ว ข้อสรุปของผู้บังคับบัญชาก็คือพบว่า น.อ.มนตรี ก็ยังไม่ได้สัมพันธ์กับปฏิบัติการที่อุกอาจเหิมเกริมเหล่านั้นโดยตรง

ด้วยข้อมูลที่ค่อย ๆ เปิดเผยออกมา ผู้คนในสังคมมีสิทธิกังขาสงสัยด้วยว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่? การเร่งดำเนินคดีด้วยกรอบฐานความผิดนี้วางอยู่บนการตรวจสอบพยานหลักฐานที่รอบคอบมากน้อยเพียงใด ปริศนาที่ควรเป็นหัวใจของการสอบสวนคือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.นราธิวาสที่ถูกกล่าวหากับผู้ต้องหาหลักในคดีนั้นเป็นเช่นไร? พูดง่าย ๆ ก็คือ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ กับ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี นายทหารเรือรุ่นน้องที่เป็นผู้ต้องหา “คนสุดท้าย” ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนีนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร? การแจ้งความรถหาย หลังเกิดเหตุไป 3 วันนั้นหมายความว่าอย่างไร? การขอยืมรถยนต์ กอ.รมน.ก่อนหน้าวันเกิดเหตุอีกหลายครั้งนั้น เอาไปทำอะไร? เพราะนี่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่าง กอ.รมน.กับเหตุอุกฉกรรจ์นี้

นายรอมฎอน ระบุต่ออีกว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้น่าจะอยู่ในรายงานการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ทาง ผอ.รมน.นราธิวาส เป็นผู้รับผิดชอบครับ การเร่งรัดดำเนินคดีเป็นความคืบหน้าที่น่าชื่นชม แต่เราก็ควรคาดหวังด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมหลังจากนี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพราะกรณีนี้ได้กลายเป็นข้อต่อสำคัญที่ชี้วัดความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนต่อระบบยุติธรรมของเรา คาดหวังว่าท่านนายกฯ จะกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำงานอย่างซื่อตรงคงเส้นคงวาในการทำสำนวนคดีนี้ครับ.