ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อมาร่วม 2 เดือน กำลังกดดันราคาพลังงานและต้นทุนภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ‘อรลา เจริญลาภ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี เปิดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนองค์กร เร่งปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม สู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยมุ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและพลังงาน (Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider) เพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานและเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

อรลา กล่าวว่า ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางสะท้อนชัดว่า อุตสาหกรรมต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอนในฐานะปัจจัยการแข่งขันระยะยาว ขณะเดียวกันบีไอจียังเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการเสริมเสถียรภาพในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถส่งมอบก๊าซอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่องแม้ต้นทุนพลังงานผันผวนสูง

ลดคาร์บอนได้จริงในโรงงาน

แกนหลักของกลยุทธ์คือการนำก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำไปช่วยปรับกระบวนการผลิตของลูกค้าโดยตรง เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง และลดการปล่อยคาร์บอนได้ทันที ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมกระดาษและเหล็ก

ขณะเดียวกัน บีไอจีนำเทคโนโลยีแยกอากาศ (Air Separation) และการผลิตไฮโดรเจน (Hydrogen Production) ที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในไทย ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับระบบเดิม และลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง โดยอรลาย้ำว่า แนวทางดังกล่าวทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ช่วยลดภาระที่ต้องไปชดเชยในภายหลัง ซึ่งเป็นจุดที่เห็นผลชัดและวัดผลได้

ลดเสี่ยงพลังงานผันผวน

อีกหนึ่งกลไกหลักคือโครงการโรงแยกอากาศ MAP2 ที่ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยนำความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โรงงานแห่งแรกสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 1 แสนตันต่อปี ขณะที่โครงการ MAP2 ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2571 จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำมากกว่า 4.5 แสนตันต่อปี รองรับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้จะช่วยทั้งลดต้นทุน และเพิ่มความมั่นคงให้ภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ไฮโดรเจน พลังงานยุคใหม่

ในอีกด้าน วิกฤตพลังงานกลับกลายเป็นแรงผลักให้บีไอจีเดินหน้าเศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) อย่างเข้มข้น โดยมองว่าเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

บริษัทจึงร่วมกับพันธมิตรทั้งในภาคพลังงานและยานยนต์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานจริง พร้อมศึกษาการนำไฮโดรเจนไปใช้ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

อรลามองว่า แม้ปัจจุบันต้นทุนไฮโดรเจนยังสูงกว่าพลังงานทั่วไปประมาณ 200-300% แต่แนวโน้มของโลกและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักให้พลังงานทางเลือกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระยะยาว

พลังงานสะอาดคือความได้เปรียบ

ในภาพรวม บีไอจีมองความยั่งยืนเป็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายธุรกิจ 7-10% จากฐานรายได้ราว 8 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางโลกที่องค์กรต้องเร่งปรับตัวด้านพลังงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 “แม้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำจะมีต้นทุนสูงในช่วงแรก แต่การลงทุนวันนี้คือการวางรากฐานความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า” อรลากล่าวทิ้งท้าย