เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายคชาณพ จันทร์ภักดี หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ “รถป้ายเหลือง” เท่านั้น ไม่รวมรถป้ายดำ โดยแบ่งกลุ่มรถที่ได้รับสิทธิออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) รถโดยสารไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 30) รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นรถป้ายเหลือง ทั้งนี้ สำนักงานขนส่งจังหวัดมหาสารคาม ได้เปิดรับคำขอในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ และจะปิดรับในวันที่ 19 เมษายน เวลา 16.30 น. โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอผ่านระบบ “DLT พร้อม Support” ที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับโครงการนี้โดยเฉพาะ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1584 สำหรับระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ จะครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม รวม 42 วัน โดยกรมการขนส่งทางบกประเมินว่าทั่วประเทศจะมีรถเข้าร่วมโครงการประมาณ 287,175 คัน ใช้งบประมาณรวมกว่า 1,353.84 ล้านบาท

ด้านนายสมชาย ยมรัตน์ อายุ 66 ปี ผู้ประกอบการในนามหจก.วัฒนชัยทัวร์ ซึ่งมีรถ “สามศูนย์” ไม่ประจำทางจำนวน 10 คัน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลของมาตรการได้ชัดเจน เนื่องจากเพิ่งเริ่มดำเนินการ แต่หากได้รับการช่วยเหลือตามเกณฑ์ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน โดยรถบางคันอาจได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ เนื่องจากไม่สามารถปรับขึ้นค่าจ้างได้ เพราะเกรงจะกระทบลูกค้า อีกทั้งยังมีงานที่รับล่วงหน้าไว้แล้ว หากไม่ดำเนินการตามสัญญาอาจเข้าข่ายทิ้งงาน จึงจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนต่อไป “รายรับเท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตอนนี้ยังพออยู่ตัว แต่ถ้าน้ำมันขึ้นไปมากกว่านี้ ก็ไม่แน่ใจว่าลูกค้าจะยังจ้างงานต่อหรือไม่” นายสมชายกล่าว ผู้ประกอบการรายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า แม้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากได้ตกลงกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ลูกค้าบางรายมีความเข้าใจและช่วยเหลือเพิ่มเติมในลักษณะค่าน้ำมัน คันละประมาณ 1,000–2,000 บาท ซึ่งช่วยบรรเทาภาระได้ระดับหนึ่ง แม้ยังไม่มากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสิทธิ ก่อนปิดรับคำขอในวันสุดท้าย