วันที่ 20 เม.ย. ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายเพดานหนี้  เพื่อรองรับการกู้เงินรับมือวิกฤติพลังงาน

คำถามไม่ใช่แค่ว่า “ควรกู้หรือไม่” เพราะในภาวะวิกฤติ การ “ไม่กู้” อาจอันตรายกว่าการ “กู้”

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ จะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น และไม่สร้างปัญหาระยะยาว

โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้ว Moody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative สะท้อนความกังวลเรื่อง “วินัยการคลัง”

สรุปบทเรียนจาก track record การกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมาเป็น 3 ข้อสั้น ๆ ดังนี้

1) ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มี strategy

ช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

  • ตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร
  • ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น
  • เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง
  • และที่สำคัญ ไม่มี roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือ

ผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว

โจทย์พื้นฐานเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ

  • ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร ต้องชัดตั้งแต่ต้น
  • ข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ exit plan ต้องมี

ถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม

2) ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “ต้นทุนภาระหนี้”

วันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ “Benchmark” ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม investment-grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น junk bond

ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ “รายจ่ายประจำ” ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ “การลงทุน”

แปลว่ารายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา กำลังถูก “ล็อกไว้กับอดีต” มากขึ้นเรื่อย ๆ

ต่อให้ไม่ถูก downgrade รัฐก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักยภาพของประเทศ และรับมือวิกฤติรอบถัดไป

3) ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย : มีกฎ แต่ “ไม่มีวินัย”

ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ แต่บทเรียนหลังวิกฤติโควิดชี้ชัดว่า กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง

รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ” เช่น

  • ผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง
  • สร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ

ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเหมือนเดิม คือ มี “กฎ” แต่ไม่มี “วินัย”

สรุปภาพใหญ่: วิกฤติพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ “เงินกู้” แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่

แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้ ยกระดับ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง” หรือจะกลับไปสู่วังวนของการกู้แบบเดิม  ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน