เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น บางกอก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุม “ถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (National Database) ในการบริหารจัดการวิกฤติสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ 

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch พบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 (พ.ศ. 2567) มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024 ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 นี้จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

“ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 กรมฯ จึงเร่งพัฒนาเครื่องมือติดตามประเมินผล (Monitoring, Evaluation, and Learning: MEL) เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยระบบที่พัฒนาขึ้นร่วมกับบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้ ไม่ใช่แค่ฐานข้อมูลทั่วไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ ที่นำเทคโนโลยี Big Data และ Data Visualization มาช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายแม่นยำขึ้น และรองรับการรายงานผลในระดับสากล” ดร.พิรุณ กล่าวเน้น

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวสู่ขั้นตอนการทดลองใช้งานจริง จัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในงาน 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยหัวใจสำคัญคือการถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงระบบ E-FORM ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้เป็นระบบที่ใช้ได้จริง ใช้ได้ต่อเนื่อง และใช้ได้ทั้งประเทศ ในการยกระดับขีดความสามารถการรับมือวิกฤติโลกเดือดอย่างยั่งยืน

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือสื่อสารและฐานข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการวางแผนป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน