เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่กระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน เดินทางมารวมพลังยื่นหนังสือข้อเรียกร้องเร่งด่วน 7 ประเด็นถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน รวมถึงแสดงจุดยืนคัดค้านแนวนโยบายที่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้แรงงาน โดยมีนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เป็นแกนนำในการยื่นหนังสือครั้งนี้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ติดภารกิจมอบหมายให้นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรับ

นายสาวิทย์ กล่าวว่า จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ปรากฏแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาแรงงาน ทั้งที่ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานกว่า 40 ล้านคน ราคาพลังงานและสินค้าปรับเพิ่ม แต่ค่าจ้างแรงงานกลับไม่ปรับเพิ่ม แม้ รมว.แรงงานจะหาแนวทางวิธีการช่วยเหลือ โดยการลดเงินสมทบประกันสังคม แต่พวกตนไม่เห็นด้วย เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนที่จะต้องมีการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของคนงานในระยะยาว การลดสมทบลงไป จะส่งผลกระทบต่อกองทุนระยะยาว

จึงเสนอให้รัฐบาลชำระเงินสมทบค้างจ่ายกว่า 48,000 ล้านบาทเข้าสู่กองทุน  ปรับสัดส่วนเงินสมทบให้เท่ากันทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลต้องสมทบในอัตรา 5% หากต้องการลดเงินสมทบลง ส่วนที่ปรับลด รัฐบาลต้องสมทบแทนผู้ประกันตน เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินที่ไหลเข้ากองทุนในระยะยาว พร้อมแสดงจุดยืนในการคัดค้านสูตรคำนวณเงินบำนาญรูปแบบใหม่ หรือ “สูตร CARE” แม้อ้างว่าผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้ประโยชน์ แต่กระทบกับผู้ประกันตนส่วนใหญ่ในมาตรา 33 ซึ่งจะได้รับเงินบำนาญน้อยลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม จึงเสนอให้ใช้สูตรเดิมไปก่อน หรือคิดคำนวณในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดก่อนออกจากงาน ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 การคิดบำนาญขั้นต่ำต้องได้สูงกว่าเส้นความยากจน หรืออยู่ที่ 3,078 บาทต่อเดือน

นายสาวิทย์ กล่าวต่อว่า เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ยังไม่มีนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเสนอให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขเดิมที่เคยเสนอไว้คือ 492 บาทและเคยเสนอสูงสุดคือ 712 บาท ซึ่งอ้างอิงมาจากงานวิจัย พร้อมกันนี้ ขอรัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อยกระดับสิทธิแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ด้าน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนรัฐมนตรี ที่เพิ่งมาทำหน้าที่เพียง 1 อาทิตย์ แต่ก็ได้ศึกษาในข้อมูลทั้งหมด พร้อมยืนยันว่า กระทรวงแรงงานยุคใหม่พร้อมจะคุยรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย ซึ่งมีทั้งกลุ่มสนับสนุนสูตร CARE และกลุ่มเสนอคัดค้าน ซึ่งก็พร้อมนำทุกความเห็นสู่การพิจารณา รวมทั้งการลดเงินสมทบในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นการลดภาระให้กับประชาชน แต่เมื่อได้รับฟังความกังวลจะเกิดปัญหาในอนาคต กระทรวงแรงงานก็พร้อมนำไปพิจารณารอบด้าน และจะเร่งดำเนินการในประเด็นที่ได้รับข้อเสนอให้เร็วที่สุด รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคแรงงานสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างต่อเนื่อง.