ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง หลายคนอาจกังวลกับค่าข้าว ค่าน้ำมัน แต่รู้หรือไม่ว่ามีภัยเงียบหนึ่งที่กำลังกัดกินเงินออมของครอบครัวไทยอย่างรุนแรง นั่นคือ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ที่ทะยานสูงถึง 10.8% สวนทางกับเงินเฟ้อทั่วไป
ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 พ.ค. “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้หยิบยกประเด็นร้อนมาวิเคราะห์ผ่านหัวข้อ กตัญญูอาจต้องกู้เงิน เจาะตัวเลขเงินเฟ้อค่าหมอ 10.8% และกับดักอายุยืนของเดอะแบกไทย พร้อมระบุว่า “ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม สิ่งหนึ่งที่ผมเฝ้ามองด้วยความกังวลอย่างยิ่งในปี 2026 คือ “วิกฤติเงียบ” ที่กำลังกัดกินความมั่นคงของสถาบันครอบครัวไทย นั่นคือการพุ่งสูงขึ้นของ Medical Inflation หรือเงินเฟ้อทางการแพทย์ ที่ทะยานไปถึง 10.8% ลองคิดดูนะครับ ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของประเทศ (ค่าข้าว ค่าของชีพพื้นฐาน) อยู่ระดับไม่ถึง 1% แต่ค่าหมอ ค่ายา และค่ารักษาพยาบาลกลับพุ่งไปไกลกว่าสิบเท่า”

นอกจากนี้ “ในเชิงข้อมูลตัวเลขนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า เงินออมที่คุณเก็บหอมรอมริบไว้ เพื่อดูแลคนที่คุณรักในยามเกษียณ จะมีมูลค่าลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ในทุกๆ 7-8 ปี หากต้องเดินเข้าโรงพยาบาลเอกชน โดยกับดักอายุยืน (The Longevity Trap) มรสุมของ Sandwich Generation ท่ามกลางข่าวลือในโลกโซเชียลที่ว่า “โรงพยาบาลเอกชนกำลังจะจับมือปรับราคาขึ้นยกแผงกลางปี” ความจริงเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือ มันเกิดจากต้นทุนเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่สูงขึ้น และวิกฤติการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ระดับโครงสร้าง แต่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือนวัตกรรมเหล่านี้ทำให้มนุษย์เรามีอายุยืนยาวขึ้น (Life Expectancy เฉลี่ยของคนไทยตอนนี้แตะเกือบ 80 ปี) สิ่งที่ยืนยาวตามไปด้วยกลับไม่ใช่ความแข็งแรง แต่เป็นช่วงเวลาที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง (Healthspan ยิ่งสั้นกว่า Lifespan) จากเดิมในอดีตที่เราเคยคิดว่า ต้องดูแลพ่อแม่ในวัยเกษียณสัก 10 ปี แต่วันนี้กลุ่มเดอะแบก หรือ Sandwich Generation คนที่อยู่ตรงกลาง ต้องแบกทั้งลูกที่กำลังโตและพ่อแม่ที่แก่ชรา ต้องรับภาระยาวนานถึง 20-30 ปี กลายเป็นภาวะ คนแก่ (Gen X/Y วัย 40-50) ต้องดูแลคนแก่กว่า (Baby Boomers วัย 70-80) จนหลังแทบหัก และเงินออมทั้งชีวิตแทบละลายหายไปกับการยื้อชีวิต”
อีกทั้ง “ถอดรหัสยุทธศาสตร์โลก เมื่อความกตัญญูต้องเป็นวาระแห่งชาติ เราต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทยจะพึ่งพาแค่จิตสำนึกและความกตัญญูส่วนบุคคล แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะนี่คือปัญหาระดับโครงสร้างประชากร หากปล่อยให้เดอะแบกรับผิดชอบกันเองตามยถากรรม คนรุ่นทำงานจะต้องลาออกจากงาน เศรษฐกิจจะขาดแรงขับเคลื่อน และรัฐจะเก็บภาษีได้น้อยลงในที่สุด”
เมื่อหากหันไปดูประเทศที่ก้าวสู่วังวนนี้ก่อนเรา พวกเขาไม่ได้ปล่อยให้ประชาชนสู้ตามลำพัง แต่เปลี่ยน “ภาระส่วนตัวให้เป็นระบบจัดการร่วมกัน” (Socialization of Care) ผ่านโมเดลระดับโลก ดังนี้
1. ญี่ปุ่นกับระบบ “Kaigo Hoken” (Long-Term Care Insurance) คือ ญี่ปุ่นออกกฎหมายบังคับให้ประชากรตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป จ่ายเบี้ยประกันดูแลผู้สูงอายุ สมทบเข้ากองทุนร่วมกับภาษีรัฐ เมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่หรือตัวเองอายุ 65 ปีแล้วเจ็บป่วย รัฐจะเข้ามาช่วยจ่ายค่าบริการให้ 70-90% โดยไม่ได้ให้เป็นเงินสด แต่ส่งผู้ดูแลมืออาชีพ (Caregiver) มาช่วยถึงบ้าน มีศูนย์ Day Care ให้คนแก่ไปทำกิจกรรมตอนกลางวัน เพื่อให้ลูกหลานออกไปทำงานหาเงินได้โดยไม่ต้องลาออก รวมถึงช่วยออกค่าปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัย
2. เยอรมนีกับระบบ “Pflegeversicherung” คือ ยกระดับการดูแลระยะยาวเป็นเสาหลักที่ 5 ของระบบประกันสังคม หักเงินสมทบจากเงินเดือนโดยนายจ้างช่วยออกครึ่งหนึ่ง จุดเด่นคือความยืดหยุ่น ถ้าลูกหลานเลือกที่จะลาออกมาดูแลพ่อแม่เอง รัฐจะจ่ายเงินสดสนับสนุน (Care Allowance) ให้โดยตรง เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป หรือหากสู้ไม่ไหว ก็สามารถเลือกให้ระบบส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลแทนได้
สำหรับประเทศไทย ภาครัฐจำเป็นต้องขยับตัว และมีช่องทางเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมได้แล้ว ดังนี้
1. ปรับลดหย่อนภาษีผู้ดูแลเป็นขั้นบันได คือ สิทธิลดหย่อนภาษีค่าเลี้ยงดูบิดามารดา 30,000 บาทต่อปีในปัจจุบัน ล้าหลังและไม่สะท้อนความจริงในยุคเงินเฟ้อค่าหมอ 10.8% รัฐควรปรับเพิ่มสิทธิลดหย่อนตามอายุ และระดับความเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ
2. ริเริ่มกองทุนประกันการดูแลระยะยาวแห่งชาติ ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่นและเยอรมนี สร้างระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแล หรือค่านอนศูนย์บริบาล ตกเป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง 100%
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอโครงสร้างรัฐขยับตัว หากคุณคือหนึ่งในคนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำทันทีเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว ดังนี้
1.ทลายกำแพงความเงียบ เปลี่ยนสัญญากตัญญู เป็นการคุยเรื่องเงิน คือ คนไทยมักหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องเงินกับพ่อแม่ เพราะกลัวดูไม่สุภาพ แต่ยุคนี้ต้องเปิดอกคุยกัน ตรวจสอบสิทธิการรักษาพื้นฐาน (บัตรทอง/สิทธิข้าราชการ/ประกันสังคม) ของทุกคนในบ้านให้ชัดเจนว่าครอบคลุมแค่ไหน
2.ย้ายความเสี่ยงจากเงินออม ไปที่ประกันเหมาจ่าย คือ ถ้าสภาพคล่องยังไหว จงเร่งทบทวนเล่มประกันสุขภาพ ดึงเงินออมบางส่วนไปเข้าแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ดีกว่าปล่อยให้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตต้องละลายหายไปกับค่าห้องไอซียูเพียงไม่กี่คืน
3.ลงทุนใน Healthspan (ช่วงเวลาที่แข็งแรง) โดยยุทธศาสตร์ที่ประหยัดเงินที่สุด คือ การป้องกัน พาพ่อแม่ไปตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก ปรับโภชนาการ และชวนออกกำลังกายตั้งแต่วันที่ยังไม่ป่วยหนัก เพราะต้นทุนการป้องกัน ต่ำกว่าค่ารักษาในยุคเงินเฟ้อ 10.8% หลายเท่าตัว
ขอบคุณข้อมูลจาก : ณัฏฐ์ มงคลนาวิน



