นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมเดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ตามมติ ครม. โดยนำวงเงินจากโครงการชุมชนสร้างไทย ซึ่งใช้งบประมาณภายใต้มาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาใช้เป็นสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อยโดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ โดยจะเสนอบอร์ด ธ.ก.ส. อนุมัติในวันที่ 30 เม.ย.นี้ และจะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ตั้งแต่เดือนพ.ค.เป็นต้นไป

“โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งนั้น กรอบวงเงินปีละ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เป้าหมายเพื่อลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรและยกระดับการทำเกษตรรายย่อยสู่เกษตรแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย 3% รัฐบาลช่วยอุดหนุนอีก 3% วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยช่วงแรกธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่ออัตราปกติ 6% ไปก่อน และจะทำการคืนส่วนต่างดอกเบี้ยให้เหลือ 3% เมื่อเกษตรกรทำครบตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น เกษตรกรต้องผ่านการอบรมเพิ่มความรู้ การใช้ปุ๋ยสั่งตัดตามสภาพดิน การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และเกษตรกรต้องยินยอมให้ธนาคารหักหนี้อัตโนมัติ”

นายฉัตรชัยกล่าวว่า หลังจากนี้ ธนาคารจะมุ่งขยายสินเชื่อนอกภาคการเกษตร  เนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อภาคการเกษตรอยู่ในระดับเต็มศักยภาพแล้ว เพราะไทยมีพื้นที่ทำกินจำกัด ธนาคารจึงจะขยายสัดส่วนสินเชื่อนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนตามกฎกระทรวงกำหนดให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อภาคการเกษตร 80% และนอกภาคการเกษตรได้ไม่เกิน 20% ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อนอกภาคการเกษตรอยู่ประมาณ 14% ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ปล่อยสินเชื่อได้อีก 6-7%

“อนาคตหากปล่อยสินเชื่อภาคการเกษตรเต็มเพดาน 20% แล้ว ธ.ก.ส.มีแนวคิดที่จะเสนอกระทรวงการคลัง ขยับเพดานสินเชื่อนอกภาคการเกษตรออกไปเป็น 25%ของพอร์ต ซึ่งสินเชื่อนอกภาคการเกษตร คลอมคลุมกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน และอสม. ด้วย โดยแผนการดำเนินงานปีบัญชีนี้ปี 69/70 ธ.ก.ส.ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท และนอกภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท ซึ่งเน้นเติบโตกลุ่มนอกภาคการเกษตร เช่น กลุ่มบุคคลในครัวเรือนเกษตรกรที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยธนาคารจะนำผลกำไร มาช่วยเหลือเกษตรกรในภาคหลักที่มักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน”

ด้านสถานการณ์หนี้เสีย ยอมรับว่ายังมีความเสี่ยง โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 6.88% สูงกว่าเป้าหมายที่ 5.23% เนื่องจากผลกระทบจากสงคราม ต้นทุนน้ำมัน และปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น แต่ มีความมั่นคงเพียงพอด้วยการตั้งสำรองสูงถึง 400% เพื่อรองรับความเสี่ยงในทุกมิติ ขณะเดียวกัน ธนาคารจะใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระหนี้เพื่อประคับประคองลูกค้ารายย่อยให้เดินต่อได้ โดยไม่มีการขายหนี้ออกไป