วันที่ 28 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” เพื่อจัดการผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่มีมากกว่า 2 ล้านตัน ว่า การกำหนดราคาดังกล่าวเป็นเทคนิคการทำโปรโมชั่นส่วนตัวของผู้ค้า ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขด้านเวลาและจำนวนที่จำกัด แต่อย่างไรนั้นจะต้องรอดูการไลฟ์สดในคืนนี้อีกครั้งว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขอย่างไร
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลว่าทุเรียนจะไม่ตรงปก นั้น เชื่อว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกระแสแรงขนาดนี้ มีคนจับตามองมากมาย หน่วยงานที่ควบคุมกำกับก็จะต้องจับตาดูเช่นกัน ดังนั้นจะต้องรอดูว่าในการไลฟ์สดคืนนี้จะมีการจัดโปรโมชั่นหรือกำหนดเงื่อนไขอย่างไร
นางศุภจี กล่าวยืนยันว่า หน่วยงานกำกับดูแลจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความตรงปก และมีคุณภาพ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ
นอกจากนี้ตนเองยังสนับสนุนให้เกษตรกรเรียนรู้กับการไลฟ์สด เพื่อส่งตรงสินค้าจากสวนถึงผู้บริโภคโดยตรงในอนาคต
ขณะที่ราคาทุเรียนปัจจุบัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะทุเรียนเกรดส่งออก (เกรด A และ B) มีราคาสูงถึง 140-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทุเรียนแต่ละพันธุ์และแต่ละเกรดจะมีราคาแตกต่างกันไปตามพื้นที่และช่วงเวลา
สำหรับตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้รุกตลาดจีนฝั่งตะวันตกเพิ่มเติม เช่น เมืองคุนหมิง เพื่อช่วยถ่ายสินค้าจากตลาดเดิมทางฝั่งตะวันออกที่รับผลผลิตจำนวนมากอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันแนวทางการแก้ปัญหาราคาทุเรียนในระยะยาว ต้องทำมากกว่าแค่การตลาด แต่ต้องครอบคลุมถึงการแปรรูปและรักษาคุณภาพ เนื่องจากปัจจุบันไทยส่งออกทุเรียนผลสดสูงถึง 90% จึงต้องเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป เช่น ทุเรียนแช่แข็ง เพื่อช่วยบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด
กระทรวงพาณิชย์ ยังมีแผนสนับสนุนการจัดทำห้องเย็นในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ เช่น จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้สามารถเก็บรักษาและขายทุเรียนได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องเร่งขายเฉพาะในฤดูกาล
“เพื่อให้ทุเรียนไทยคงความเป็นราชาผลไม้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การดูแลในสวน การให้ปุ๋ย จนถึงการตัดที่ต้องได้มาตรฐาน มีค่าแป้งไม่ต่ำกว่า 32% รวมถึงการกำกับดูแลล้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยใช้โมเดลศูนย์ควบคุมคุณภาพ เช่น คิวจันท์ ในการยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทยทั้งทุเรียนและมังคุด เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมและยั่งยืน”



