หลังจากกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือน มิ.ย. 69 รายละเอียดเบื้องต้น

  • ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 23.2 ล้านครัวเรือน (กลุ่มน้อยกว่า 200 หน่วย 15.4 ล้านครัวเรือน, กลุ่มใช้มากกว่า 200 หน่วย 7.8 ล้านครัวเรือน จะมีอัตราค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
  • ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตราค่าไฟใหม่ที่ได้ปรับขึ้น)
  • ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน รอปรับอัตราใหม่ และแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง คาดว่า เป็นการปรับอัตราใหม่แบบขั้นบันได จ่าย 5 บาทกว่าต่อหน่วย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นนโยบายเชิงประชานิยมเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง โดย ส.อ.ท. กังวลหากรัฐบาลนำโมเดลค่าไฟแบบขั้นบันไดมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมจะกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมหนักที่เป็นต้นน้ำ

มองว่า ในมุมภาคสังคม การช่วยผู้มีรายได้น้อยถือเป็นเรื่องดีและตรงประเด็น เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว และยังเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลไม่ควรนำตรรกะใช้เยอะจ่ายแพงมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมได้เหมือนภาคครัวเรือน เพราะภาคธุรกิจและโรงงานมีลักษณะใช้ไฟต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่แม้เป็นรายเล็กแต่ปริมาณการใช้ไฟมักเกิน 400 หน่วย หากต้องอยู่เกณฑ์เดียวกับบ้านใหญ่ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพง จะทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักจนอาจอยู่ไม่รอด

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง หากรัฐบาลไม่มีนโยบายอุดหนุนหรือแยกอัตราค่าไฟให้ชัดเจน แต่ไปเพิ่มต้นทุนจะทำให้อุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ดีประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ หากต้นทุนค่าไฟในประเทศสูงเกินไป จะทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ได้ และท้ายที่สุดไทยต้องพึ่งการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนถูกกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ชาติ

“อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเหล็ก ต้องมีอยู่ในประเทศเพื่อความมั่นคง หากพึ่งพาแต่การนำเข้า เมื่อเกิดสงครามหรือความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก รัฐบาลต้องมองโมเดลในต่างประเทศที่เขาให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ยิ่งใช้เยอะยิ่งเก็บแพง เพราะนี่คือต้นทางของอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด”

ขณะนี้ภาคเอกชนยังคงรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแพ็กเกจค่าไฟในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ จึงขอเสนอแนะแนวทาง ประกอบด้วย

แยกโครงสร้างค่าไฟภาคผลิตออกจากภาคครัวเรือน ไม่ใช้โมเดลขั้นบันไดที่ลงโทษผู้ใช้ไฟปริมาณมาก

นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหนัก รัฐบาลควรมีเงินอุดหนุน หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน

มาตรการเสริมสำหรับโซลาร์รูฟ เชิญชวนให้ติดตั้ง รัฐควรมีแพ็กเกจสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น