จากกรณี “เดลินิวส์” นำเสนอเรื่องราวของ คณะสำรวจตามรอยอดีต “ทางรถไฟสายมรณะ” สงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีรถไฟบ้านนิเถะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้เกิดปรากฏการณ์น้ำแห้งแม่น้ำรันตี มองด้วยตาเปล่าเห็นเป็นรูปทางรถไฟ สภาพอย่างสมบูรณ์ รวมไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบุคคลสำคัญในอดีต ที่เกี่ยวข้องกับ “ทางรถไฟสายมรณะ” สงครามโลกครั้งที่ 2 ในด้านการบุกเบิกเพื่อให้กลับมาใช้ได้นั้น คือ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังจากที่รัฐบาลไทยซื้อเส้นทางรถไฟสายนี้กลับมาจากอังกฤษ โดยในช่วงแรกยังคงมีการเดินรถไฟอยู่เป็นเวลาไม่นานนัก ก่อนรถไฟหยุดวิ่ง ผืนป่าเริ่มเข้ามาปกคลุมพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟ ด้วยมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ในยุคเมื่อ 80 ปีที่แล้ว จากสถานีหนองปลาดุก ราชบุรี-สถานีนิเถะ สังขละบุรี กาญจนบุรี การปล่อยเส้นทางรถไฟทิ้งไว้โดยที่ไม่มีการใช้งาน ทำให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
โดย ม.ล.กรี มีความมุ่งหวังจะนำเอาเส้นทางรถไฟสายมรณะ กลับมาใช้งานเพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ มองว่าทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจนำมาใช้เป็นทางรถไฟเชิงพาณิชย์หรือเชิงอุตสาหกรรมได้ หากเชื่อมกับทางรถไฟเดิมของไทยไปยังประเทศเมียนมา ทำให้ประเทศไทย สามารถขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาแค่ท่าเรือที่สิงคโปร์เพียงอย่างเดียว ม.ล.กรี จึงต้องลงพื้นที่เพื่อตรวจดูสภาพของเส้นทางรถไฟสายมรณะและความเป็นไปได้ที่จะนำมาพัฒนาใช้งาน โดยมีทีมงานคณะเดินทางทั้งหมด 26 คน

สำหรับรายชื่อบุคคลสำคัญ มีดังนี้ 1.ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 2.นายปุ่น ศกุนตนาค อธิบดีกรมรถไฟ 3.หลวงเพชร เกษมวิถีสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวง 4.นายสำราญ สาครินทร์ นายช่างบำรุงทางเขตหัวหิน 5.นายเชถ รื่นใจชน นายช่างก่อสร้างเขตกาญจนบุรี
ทางคณะออกเดินทางเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 จากสถานีธนบุรี โดยขบวนรถไฟพิเศษ แวะตรวจการซ่อมแซมสะพานทางรถไฟเสาวภา ที่นครชัยศรี แวะตรวจโรงงานซ่อมหัวรถจักรของญี่ปุ่น ที่เขาดิน (โรงซ่อมนี้เป็นโรงซ่อมที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้น เป็นโรงซ่อมที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกวันนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว) จากนั้นเดินทางต่อไปที่ สถานีกาญจนบุรี (สถานีปากแพรก) คณะลงจากรถไฟขบวนพิเศษ และขึ้นรถยนต์รางตรวจการณ์ 2 คัน ออกจากสถานีกาญจนบุรี 14.00 น. มุ่งหน้าสถานีปรังกาสี (สถานีอยู่ที่หน้าวัดจันเดย์) คณะถึงสถานีปรังกาสี 22.00 น. พักค้างแรม 1 คืน

วันรุ่งขึ้น 1 กุมภาพันธ์ 1947 คณะเตรียมเดินทางจากสถานีปรังกาสีไปที่สถานีนิเถะ อ.สังขละบุรี แต่รถยนต์ตรวจราง 1 คัน เกิดขัดข้อง ถึงจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ ม.ล.กรี ยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินทางต่อ คณะจึงเดินทางด้วยรถยนต์ตรวจรางหนึ่งคันที่เหลือ คือหมายเลข 2512 พร้อมกับผู้ร่วมคณะบางคนที่พอจะเดินทางไปในรถคันเดียวได้ โดยมี นายชิต เชิดวุฒิ ผู้ช่วยนายช่างก่อสร้างกาญจนบุรี เป็นพลขับ
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกสร้างอย่างเร่งรีบ บางจุดอันตราย หลายจุดสะพานหรือโครงสร้างเริ่มเสื่อมสภาพ เพราะไม่มีการดูแลบำรุงรักษา ประกอบกับไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงหน้าแล้ง จึงทำให้ทางรถไฟสายนี้เป็นทางที่เสี่ยงอันตรายมาก ระหว่างที่คณะเดินทางด้วยรถยนต์ตรวจราง หมายเลข 2512 ก่อนที่จะถึงบริเวณที่เป็นสะพานข้ามห้วยก่อนถึงสถานีแก่งคอยท่า (สถานีแก่งคอยท่า หรือ สถานี Konkoita ในภาษากะเหรี่ยงเรียกว่าเกริงกวยทะ เป็นชื่อที่เรียกตามชื่อห้วยในบริเวณนั้น) ทางรถไฟช่วงนั้นเป็นทางลงเขาและเป็นทางโค้ง เมื่อสุดทางโค้งก็จะมีสะพานข้ามห้วยเกริงกวยทะ หรือแก่งคอยท่า (ปัจจุบันพื้นที่นี้ถูกน้ำท่วม อยู่ในเขื่อนวชิราลงกรณ)

เมื่อรถยนต์ตรวจรางหมายเลข 2512 ใกล้ถึงสะพาน นายชิต เชิดวุฒิ (พลขับ) สังเกตเห็นว่ารางรถไฟนั้นแขวนอยู่โดยไม่มีเสาสะพาน (เนื่องจากในพื้นที่ป่ากาญจนบุรี ในช่วงฤดูร้อนเกิดไฟป่าเป็นประจำ ไฟป่าได้ไหม้ตัวสะพานไม้จนเหลือแค่รางเหล็กที่แขวนต่อกันเท่านั้น) จึงทำการหยุดรถยนต์ตรวจรางทันที แต่ด้วยน้ำหนักที่บรรทุกคนจำนวนมากกว่าปกติ ประกอบกับทางรถไฟช่วงนั้นเป็นทางลาดชัน ทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน รถยนต์ตรวจรางหมายเลข 2512 พร้อมผู้โดยสารภายในจึงตกลงไปในห้วยเกริงกวยทะ ที่ความสูงประมาณ 8 เมตร
เป็นเหตุให้ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และนายจรุง จิรานนท์ บุรุษพยาบาลเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน นายปุ่น ศกุนตนาค นายเชถ รื่นใจชน ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลวงเพชร เกษมวิถีสวัสดิ์ ซี่โครงหักสามซี่ ส่วนนายสำราญ สาครินทร์ ได้รับบาดเจ็บ คณะสำรวจที่เป็นผู้บาดเจ็บและศพผู้เสียชีวิตต้องค้างอยู่ในป่า 1 คืน ในเวลาค่ำคืน และต้องก่อกองไฟระวังเสือและสัตว์นักล่า คนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด ต้องเดินเท้ากลับมายังสถานีปรังกาสี เพื่อโทรเลขขอรถพยาบาลให้มาช่วยเหลือ ในวันรุ่งขึ้น 2 กุมภาพันธ์ 1947 จึงมีรถยนต์ตรวจรางมารับผู้บาดเจ็บและศพผู้เสียชีวิต กลับไปยังสถานีปรังกาสี และพักค้างแรม 1 คืน

3 กุมภาพันธ์รถเดินทางจากปรังกาสี กลับถึงสถานีกาญจนบุรี และพักค้างแรมที่กาญจนบุรี ส่วน 4 กุมภาพันธ์ผู้บาดเจ็บและศพผู้เสียชีวิต เดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษจากสถานีกาญจนบุรี ถึงสถานีธนบุรี เวลา 10.00 น. โดยศพของ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ ถูกนำไปที่วัดเบญจมบพิตร ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกส่งรักษาตัวที่ โรงพยาบาลศิริราช
และถึงแม้ ม.ล.กรี จะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และตำแหน่งราชการสำคัญ ๆ ที่สามารถหาผลประโยชน์ให้ตัวเองได้ แต่กลับปรากฏว่า ม.ล.กรี ในวันตายไม่ได้ทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกเมียเลย แม้กระทั่งบ้านก็ยังเช่าเขา ลูกๆ ต้องไปอาศัยอยู่กับคุณป้าสมบุญที่เคยเลี้ยงพ่อมาก่อน จนรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ารับภาระในเรื่องการเล่าเรียน ให้เบี้ยเลี้ยงชีพทั้งภรรยาและบุตรธิดา เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของคนที่ทุ่มเททำงานให้ชาติ โดยไม่มีประวัติด่างพร้อยเลยตลอดชีวิต

บุตรธิดาของท่านทั้ง 3 คนนั้นมีชื่อว่า นายสุธีร์ เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา จบวชิราวุธวิทยาลัย วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานบริษัทปูนซิเมนต์ไทยและบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา สมรสกับ แพทย์หญิงขวัญฤดี, นางกุศลิน ศรียาภัย สมรสกับ นายนิตย์ ศรียาภัย, น.ส.กีรติ เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ระลึกถึง ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ รัฐบาลได้ตั้งชื่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนพหลโยธิน ในเขตตัวเมืองนครสวรรค์ว่า “สะพานเดชาติวงศ์” แม้ปัจจุบันจะมีการสร้างสะพานใหม่ขึ้นเป็นคู่ขนาน เพื่อรองรับถนนที่ขยายใหญ่โต ผลงานของ ม.ล.กรี ชิ้นนี้ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ยังคงเป็นสะพานที่สวยงามและสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย คนนครสวรรค์พึงภูมิใจ ขอบพระคุณเพจ ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน มา ณ โอกานี้ด้วย

หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้รัฐบาลตระหนักว่าทางรถไฟที่อยู่เลยจากสถานีปรังกาสี ขึ้นไปนั้นเป็นเส้นทางที่อันตราย เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นไม่ได้มาตรฐาน และทางรถไฟเสื่อมสภาพไปด้วยไฟป่าหรือด้วยกาลเวลา การที่จะฟื้นฟูกลับมาใช้งานในเชิงพาณิชย์นั้นต้องลงทุนมหาศาล เมื่อคำนวณแล้วผลตอบแทนที่ได้รับนั้นไม่คุ้มค่า ประกอบกับทรัพย์สินต่างๆ ของการรถไฟที่เคยเป็นของญี่ปุ่นเก่าตามทางรถไฟนั้นถูกโจร และชาวบ้านในพื้นที่เข้าลักเอาไป ดูแลค่อนข้างลำบากเพราะเป็นพื้นที่ป่าเขาห่างไกล แผนการรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟสายนี้จึงตกไป รัฐบาลตัดสินใจรื้อเส้นทางรถไฟที่จากสถานีนิเถะ ลงมาถึงสถานีทองผาภูมิเท่านั้น (ช่วงแรกรัฐบาลไทยยังมีแนวคิดที่จะบำรุงรักษาเส้นทางจนถึงทองผาภูมิ)
ทางกรมรถไฟมองว่าทางรถไฟหนองปลาดุกถึงกาญจนบุรี ไปจนถึงสถานีวังโพนั้น ยังพอที่จะมีประโยชน์ในด้านการคมนาคมตลอดจนด้านอุตสาหกรรมป่าไม้อยู่บ้าง ทางกรมรถไฟมีการของบประมาณในการซ่อมทางรถไฟในช่วง หนองปลาดุก-กาญจนบุรี, กาญจนบุรี-วังโพ, วังโพ-เขาพัง (น้ำตกไทรโยคน้อย)
รัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณให้ทำการซ่อมแซมเป็นระยะ ๆ แต่เมื่อมีการของบประมาณในการซ่อมแซมทางรถไฟจาก เขาพัง (สถานีน้ำตก) ไปยังท่าขนุน กลับไม่มีการอนุมัติแต่อย่างใด เมื่อดูแล้วว่าไม่น่าจะมีการซ่อมแซมเส้นทางรถไฟจากสถานีน้ำตก ไปสถานีท่าขนุน กรมรถไฟจึงจัดให้มีสัมปทานรื้อทางรถไฟสายมรณะในช่วงที่ต่อจากที่อังกฤษรื้อ 6 กิโลเมตร จากชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย สถานีนิเถะ ลงมาจนถึงสถานีน้ำตก โดยแบ่งการรื้อออกเป็น 2 ระยะ จำนวนน้ำหนักราง ทั้งรางประธานและรางหลีกต่างๆ ที่รื้อจากชายแดน จนถึงสถานีน้ำตกเป็นระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร มีน้ำหนักรวมประมาณ 8,000 ตัน

โดยส่วนใหญ่รางเหล่านี้จะถูกนำมาจัดเก็บที่สถานีน้ำตกและสถานีวังโพ รางเหล็กบนเส้นทางรถไฟสายมรณะเหล่านี้ หากอยู่ในสภาพดีก็จะมีการขนย้ายนำเอารางไปใช้งานวางรางใหม่ ซ่อมแซมหรือทดแทนรางเดิมที่ชำรุดในเส้นทางรถไฟสายอื่น ๆ ในประเทศไทย การรถไฟมีการเปิดเดินรถจากสถานีธนบุรี ถึงสถานีน้ำตก ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1958 จนถึงปัจจุบัน หลังจากที่รื้อรางรถไฟเสร็จ ผืนป่าเข้ามาปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่บนเส้นทางรถไฟสายนี้ ตลอดจนมีการสร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นในปี 1979 ทำให้น้ำท่วมพื้นที่แนวทางรถไฟสายมรณะตั้งแต่สถานีน้ำโจนใหญ่ จนถึงก่อนถึงสถานีทิมองทะ จุดที่รถยนต์ตรวจรางหมายเลข 2512 ของ ม.ล.กรี ที่ตกลงในห้วยเกริงกวยทะ หรือห้วยคอยท่า จมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน อนุสรณ์ที่พอจะเป็นที่รำลึกได้คือ ซากรถยนต์ตรวจรางหมายเลข 2512 ที่ถูกเก็บกู้ขึ้นมา ปัจจุบันจอดจัดแสดงที่สถานีวังโพ หากใครได้ไปเที่ยวถ้ำกระแซแล้วอย่าลืมแวะไปสถานีวังโพ เพื่อชมรถยนต์ตรวจรางหมายเลข 2512 และรำลึกถึง ม.ล.กรี ตลอดจนรำลึกถึงผู้ที่เคยร่วมคณะของ ม.ล.กรี ไปในเหตุการณ์วันนั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ
การรถไฟแห่งประเทศไทย
เพจฟาร์มอ้นสังขละบุรี



