เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่รัฐสภา นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ รับยื่นหนังสือจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชนด้านอากาศสะอาด ซึ่งรวมตัวกันนำรายชื่อที่มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนกว่าแสนราย เพื่อสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์มลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงและมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า วิกฤตอากาศสะอาดไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา ว่าเนื้อหาบางประเด็น อาจเปิดช่องให้เกิดความล่าช้าในการบังคับใช้ และสร้างความไม่มั่นใจต่อภาคประชาชน ทั้งนี้ เราที่ผ่านมาได้ร่วมผลักดันประเด็นอากาศสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่คลายความกังวลต่อทิศทางของกฎหมาย โดยเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซ้ำซาก หรือเป็นฉบับฟอกเขียวพร้อมขอให้กรรมาธิการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการผลักดันร่างพ.ร.บ.ที่มีประสิทธิภาพ
ด้านนางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ในนามของกรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและทิศทางของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน และผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล โดยนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่จากการพิจารณา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและไม่ต้องการให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงในปีนี้ ซึ่งการบริหารแบบบูรณาการ เน้นการให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาดที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อสั่งการข้ามกระทรวงได้จริง โดยเฉพาะการจัดการปัญหาการเผาในที่โล่งและภาคอุตสาหกรรม สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจ สนับสนุนแนวทางที่ทำให้เกษตรกรลดการเผาโดยมีแรงจูงใจ เช่น การสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร และการส่งเสริมเกษตรสีเขียว เพื่อลดต้นทุนการผลิตไปในตัว

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาล มีมติไปในทิศทางเดียวกันในการผลักดันกฎหมายนี้ แต่เน้นย้ำรายละเอียดที่แตกต่างกันตามภารกิจของแต่ละกระทรวง การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาระดับภูมิภาค (ASEAN) โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาป่าและพื้นที่เกษตร โดยใช้มาตรการการค้าที่ยั่งยืน มาเป็นเงื่อนไข ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนโยบายรัฐบาลเน้นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการเกษตรและการขนส่ง เพื่อลดการปล่อยมลพิษในระยะยาว
“ทิศทางของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน คือการพยายามสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด กับ การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยมองว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลบริหารจัดการวิกฤตฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้คำสั่งทางปกครองแบบเดิม” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว
นายสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายไทยยันพร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณผ่านธนาคารสีเขียว เพื่อสร้างอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.



