เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 69 นายเชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรมว.กลาโหมสิงคโปร์ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนลีลาการทูตแบบไม่เป็นทางการ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการใช้ความเป็นกันเอง เช่น การพาแขกต่างประเทศไปรับประทานอาหาร พาไปดื่มกาแฟ หรือแม้แต่การขับรถด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้จริง
นายเชษฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีใช้บุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ชอบอาหาร และรู้จักร้านอร่อย มาเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับแขกต่างประเทศ ทำให้บรรยากาศการหารือผ่อนคลายมากขึ้น ต่างจากการเจรจาในห้องประชุมที่มักเต็มไปด้วยพิธีการและความเป็นทางการสูง เพราะบางครั้งการคุยกันบนโต๊ะอาหาร หรือระหว่างเดินทาง อาจได้ผลมากกว่าการเจรจาในห้องประชุม เพราะแขกรู้สึกถึงความจริงใจ ความเป็นกันเอง และความใส่ใจของผู้นำประเทศเจ้าภาพ
นายเชษฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีกลับมานำเสนอนโยบายเรื่องแลนด์บริดจ์ ประเทศไทย ก็เนื้อหอมทันที โดยเป็นผลจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เส้นทางขนส่งและพลังงานเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญ ทั้งฮอร์มุซ ที่มีปัญหาและช่องแคบมะละกา ก็เริ่มมีการพูดเรื่องเก็บค่าผ่านทาง ทำให้หลายประเทศต้องมองหาเส้นทางและพันธมิตรใหม่ ไทยจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในยามปกติเท่านั้น แต่ต้องมองในฐานะแผนสำรองของประเทศ หากโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติด้านโลจิสติกส์และความมั่นคงทางทะเล เพราะหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นได้จริง ไทยจะมีโอกาสเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ลดการพึ่งพาเส้นทางเดิม และอาจยกระดับประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค ดังนั้นการวิจารณ์โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ควรใช้ข้อมูลปัจจุบัน ไม่ใช่ยึดผลการศึกษาเก่าที่เกิดขึ้นในบริบทโลกคนละแบบ เพราะวันนี้โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติความมั่นคงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย นายเชษฐา มองว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในทิศทางที่ดี จากระดับ “เชิงลบ” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 เป็นปรับมุมมองต่อไทยดีขึ้น รวมถึงความสนใจลงทุนผ่าน BOI ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากรัฐบาลสามารถวางยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ชัดเจน
“วันนี้ไทยมีโอกาส แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ฝ่ายค้านก็ควรค้านอย่างสร้างสรรค์ ส่วนรัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างตั้งใจ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยยังไปต่อได้” นายเชษฐา กล่าว



