เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่า ได้มอบให้ กทท. มุ่งเน้นพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ ให้รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเร่งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ และการขนส่งทั้งระบบ ตลอดจนเร่งยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Port และการเป็น Green Port มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ใส่ใจดูแลชุมชน รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือ ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) และท่าเรือกรุงเทพ

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก รมว.คมนาคม ให้กำกับดูแล กทท. ได้รับทราบว่าเกิดปัญหาในการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ (เฟส) ที่ 3 ซึ่งขณะนี้งานถมทะเล ส่วนของท่าเทียบเรือ F1 ที่มี กิจการร่วมค้า CNNC เป็นผู้รับจ้าง ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ แต่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ ตามสัญญาฯ ที่ต้องส่งมอบให้ตั้งแต่เดือน พ.ย.2568 ได้ เนื่องจากมีประเด็นเชิงเทคนิค เรื่องสเปกค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ของทรายถมที่ไม่ตรงกัน โดยงานออกแบบที่ให้ผู้รับเหมางานถมทะเลดำเนินการ มีข้อกำหนดให้ใช้ค่าการทรุดตัวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ภายใน 30 ปี ขณะที่สัญญา กทท.กับกลุ่ม GPC ผู้รับสัมปทาน กำหนดให้ค่าความหนาแน่นสัมพันธ์ไม่น้อยกว่า 75% ทั้งนี้ กทท. ได้ขยายกำหนดส่งมอบพื้นที่เป็นเดือน มิ.ย.2569

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ทาง GPC ได้ส่งหนังสือมายัง กทท. เพื่อเรียกร้องให้ชดเชยความเสียหายจากการเสียโอกาสในการดำเนินโครงการตามสัญญา 2 ประเด็น รวมมูลค่าประมาณ 4 พันล้านบาท ประกอบด้วย 1.ค่าชดเชยผลตอบแทนลดลงจากการประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ Net Present Value (NPV) จากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และ 2. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานล่าช้า นอกจากนี้ยังได้ขอขยายสัญญาในการก่อสร้างโครงการอีก 2 ปี จากเดิม 2 ปี เป็น 4 ปี ซึ่งสัญญาเดิมกำหนดระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี แบ่งเป็น ก่อสร้าง 2 ปี และ บริหารโครงการฯ 33 ปี

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และให้เชิญผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกชนเข้าร่วมด้วย เพื่อร่วมกันพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยต้องให้ได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน ก่อนเสนอ รมว.คมนาคม พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับ GPC ได้ และไม่กระทบต่อการเปิดให้บริการท่าเรือ F ในปี 2574 ซึ่งจากการสอบ กทท. เบื้องต้นได้รับรายงานว่า จะใช้วิธีตอกเข็ม เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ต้องใช้วงเงินประมาณ 2 พันล้านบาท และใช้เวลาดำเนินการประมาณครึ่งปีจึงจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้ กทท. ก็อยู่ระหว่างพิจารณาวิธีการ และเทคโนโลยีอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดวงเงิน และลดระยะเวลาการทำงาน โดยเทคโนโลยีบางตัวช่วยลดวงเงินได้ประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งวิธีการดังกล่าวอยู่ระหว่างการประสานกับ วสท. ร่วมพิจารณาว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่

นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า เมื่อได้รับมอบหมายจาก รมว.คมนาคม ให้มากำกับดูแล กทท. และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องเข้ามาร่วมช่วยกันหาทางออก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อโทษใคร ส่วนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ คณะทำงานก็ต้องพิจารณา โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และจะเร่งรัดทุกขั้นตอนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ได้เร่งรัดให้หารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ให้ได้ข้อสรุปเรื่องสัดส่วนการลงทุนโครงการทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพ และทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ระยะทาง 2.25 กิโลเมตร (กม.) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างให้ได้ภายในปี 2570

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. ชุดใหม่นั้น เตรียมเสนอ ครม. ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เมื่อ ครม. เห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการบอร์ดแล้วเสร็จ จะเข้าสู่ขั้นตอนการสรรหาผู้อำนวยการ กทท. แทนนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ผอ.กทท. เมื่อปลายเดือน ม.ค.2569 โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการให้แล้วเสร็จในทุกกระบวนการภายใน 90 วัน.



