สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทยฯ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.69 โดยมีวาระที่สำคัญคือการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ คนใหม่ หลังจากที่ นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา นายกสมาคมฯ 2 สมัย ได้อยู่ครบวาระแล้ว ซึ่งบรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย นายชลิตรัตน์ ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ สมันที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และได้รับการยกมือสนับสนุนจากสโมสรสมาชิกภายในเวลาไม่กี่นาที

นายชลิตรัตน์ กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณสโมสรสมาชิกและคณะกรรมการชุดเดิม ทีมงานเจ้าหน้าที่ และนักกีฬาสควอชทุกคน ที่ให้การสนับสนุนตนให้เข้ามาทำหน้าที่นายกสมาคมฯ เพื่อมาบริหารงานพัฒนาวงการกีฬาสควอชของไทยอีกสมัย ซึ่งตนก็จะขอทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนี้อย่างเต็มที่และให้ดีที่สุด สานต่อนโยบายเดิมที่จะยกระดับและพัฒนา ขยายฐานการเล่นกีฬาสควอชให้แพร่หลายในกลุ่มเยาวชนเพื่อสร้างบุคลากร สร้างนักกีฬาให้มากขึ้น หลังสมาคมฯ ประสบปัญหาขาดแคลนนักกีฬาทำให้มีตัวเลือกในการพัฒนาไปสู่ระดับนานาชาติมีจำกัด ปีที่ผ่านมาสมาคมฯก็ได้ทำเอ็มโอยูกับสถาบันการศึกษาและโรงเรียนหลายแห่ง พร้อมส่งเสริมงบประมาณในการจัดสร้างสนามสควอชไว้ตามสถาบันการศึกษา เพื่อให้เป็นพื้นที่ในการฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือแก่นักกีฬาเยาวชน โดยล่าสุดก็ไปมอบสนามให้โรงเรียนที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

“ปีที่ผ่านมาสมาคมฯมีความโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งสามารถช่วยให้การบริหารและการดำเนินการตามแผนและนโยบายเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการสร้างเยาวชน เนื่องจากปัญหาหลักคือการสนับสนุนจากภาครัฐที่ควรจะได้จากกองทุนพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ทุกสมาคมกีฬาฯก็ถูกตัดงบประมาณและไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่ ทั้งรายการในระดับประเทศ และ ระดับนานาชาติ อย่างไรตามสมาคมฯก็ยังต้องเดินหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป”

ขณะที่ นายอัครินทร์ หิรัญพฤกษ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาสควอชฯ กล่าวถึงแผนงานของสมาคมฯในปีนี้ว่า นอกจากขยายฐานการสร้างนักกีฬาเยาวชนแล้ว ภาระกิจสำคัญคือการส่งนักกีฬาไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ในเดือน ก.ย.นี้ ขณะนี้สมาคมฯ ได้ทำการจ้างผู้ฝึกสอนต่างชาติชาวปากีสถาน ที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับเคยสร้างนักกีฬาสควอชมาเลเซีย ให้ก้าวมาสร้างผลงานเป็นอันดับ 1 ของเอเชียมาแล้ว และเขาจะมาดูแลนักกีฬาไทยตลอดระยะเวลา 6 เดือน จนจบเอเชียนเกมส์ ซึ่งสมาคมฯ ก็คาดหวังว่าจะจะเข้ามาช่วยพัฒนาเทคนิค วางระบบการฝึกซ้อม การเตรียมทีม และผลักดันให้นักกีฬามีศักยภาพไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น และหากมีผลงานดีก็อาจจะมีการทำต่อยาวไปถึงซีเกมส์ ครั้งที่ 34 ที่มาเลเซีย ด้วย