กลายเป็นภาพที่แฟนคลับเห็นแล้วทั้งดีใจและเป็นห่วง เมื่อร็อกสตาร์เบอร์หนึ่งอย่าง ตูนอาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ ตูน บอดี้สแลม ปรากฏตัวในงานวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล แต่ครั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้ลงสนามวิ่งเหมือนทุกครั้ง เนื่องจากอยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังรับการผ่าตัดใหญ่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

โดย ตูน เผยถึงอาการป่วยหลังเข้ารับการผ่าตัดที่ผ่านมาว่า “งานนี้ผมยังไม่ได้วิ่งครับ ผมผ่าตัดมาครับ แล้วก็จริงๆ แล้วคุณหมอให้จ๊อกกิ้งได้แล้ว แต่ว่าเนื่องด้วยวันนี้มันต้องเลือกระหว่างวิ่งกับเล่นคอนเสิร์ต เพราะเล่นคอนเสิร์ตวันนี้ประมาณ 90 นาที แต่ถ้าเป็นแต่ก่อนผ่าตัดผมก็จะโอเควิ่งได้ แล้วก็มาต่อคอนเสิร์ตสบายๆ แต่ตอนนี้เหมือนคุณหมอก็อยากให้มันเริ่มต้นแบบรีคัฟเวอร์มา ให้มันต้องเลือกอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งเอาทั้งหมด เดี๋ยวจะกลับไปแย่ครับ

ตอนนี้สุขภาพเป็นกลับมาสัก 70 ครับ ก่อนผ่าตัดเหลือสัก 50 พลังชีวิตตกลงมาก แต่ก็โอเคครับ โดยรวมก็คิดว่าไม่มีไรน่าเป็นห่วงนะครับ แต่ว่าก็ต้องระวัง เพราะว่าเราผ่าเสร็จแล้วเราต้องเล่นคอนเสิร์ตต่อ เราไม่ได้พัก ก็เลยคิดว่าเหมือนนักกีฬาที่ผ่าเสร็จแล้วยังต้องลงสนามอยู่ มันอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้อีก ก็คิดว่าเราจะใช้ชีวิตให้ลุยน้อยลงกว่านี้ เพื่อประคองให้มันอยู่ได้ยาวๆ ครับ อย่างตอนเล่นคอนเสิร์ต คุณหมอห้ามเราสะบัดคอ คือห้ามแบบเร็วๆ แล้วครับ ก็อึดอัดนิดหนึ่ง แต่ว่าขึ้นไปก็ได้ครับ แล้วก็โฟกัสไปที่จุดอื่น แล้วก็พยายามควบคุมตัวเองให้อยู่ว่าอย่าเพิ่งทำอะไรอย่างงั้น

เราเกร็งนิดหนึ่งครับ ช่วงแรกๆ ที่ผ่านมาตอนแรกที่แบบแผลสดใหม่ๆ ก็เกร็งนิดหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้ประมาณ 3 เดือนแล้วหลังจากผ่าตัดไปช่วงมกราคมครับ ก็เกร็งน้อยลง แต่ก็ยังมีห่วงหน้าพะวงหลังอยู่บ้าง แต่ก็เคยชินมากขึ้นแล้วกันครับ ถามว่าเสียดายมั้ยวันนี้ไม่ได้วิ่ง ก็นิดหนึ่งครับ เห็นคนวิ่งก็คันๆ ครับ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ”

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว พี่ตูนยังเปิดเผยถึงภาระค่าใช้จ่ายในบ้านที่เพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ค่าไฟ ที่หลายบ้านกำลังบ่นระงม โดยเจ้าตัวเผยว่า “สำหรับเรื่องของค่าไฟที่บ้าน โอ้ แพงเหมือนกันครับ เพราะว่าที่บ้านก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้น มีลูก ก็ใช้เยอะขึ้นครับ จริงๆ เราก็ใช้เท่าที่จำเป็นอยู่แล้วครับ แต่ว่าสุดท้ายทุกอย่างมันก็ขึ้นหมด แล้วเราก็พยายามประหยัดในทุกๆ มิติที่เราทำได้ แล้วก็สอนลูกๆ สอนลูกให้ปิดไฟ สอนลูกให้มีวินัย

ผมว่าการใช้มันไม่ผิดหรอกครับ เพราะเราต้องใช้อยู่แล้ว แต่ว่าการใช้อย่างมีวินัย แล้วก็มีความรับผิดชอบ ผมว่ามันสำคัญ เพราะว่าบางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มันก็อยู่เหนือเกณฑ์ของเรา แต่ว่าสิ่งที่เราควบคุมได้มันเป็นเรื่องวินัยของเราเอง เป็นเรื่องของการใช้ของเราเอง เป็นเรื่องของความประหยัด ถ้าเราปลูกฝังให้กับลูก ๆ ผมว่าสิ่งนี้มันก็น่าจะอยู่กับเขา ติดตัวเขาไปตลอด

ปีนี้มีย้ายบ้านด้วยครับ เพิ่งย้ายมาบ้านหลังใหม่ครับ ก็เลยไม่สามารถเปรียบเทียบได้ แต่มันก็ใหญ่ขึ้นโดยตัวมันเองอยู่แล้วครับ มันก็ขึ้นโดยไซซ์ของบ้านอยู่แล้ว เดี๋ยวรอลุ้นกันว่าตัวเลขเดือนแรกจะมาเท่าไหร่ ก็เลยต้องตั้งใจทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ แต่จริงๆ เราตั้งใจทำงานอยู่แล้วครับ ไปจ่ายในทุกๆ มิติของครอบครัวอยู่แล้วครับ

นอกจากค่าไฟแล้ว เรื่องค่าน้ำมันในการเดินทางไปแสดงต่างจังหวัด ถามว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นไหม กระทบยังไงบ้าง คือผมมีคนที่ดูแลอยู่ตรงนี้นะครับ มันน่าจะขึ้นอยู่แล้วแหละ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ครับ ในหลังบ้านผมว่าน่าจะมีขึ้นอยู่แล้วครับ แต่ว่าเราไม่ได้ดูตรงนี้เป็นหลักครับ โอเค ไม่เก่งเรื่องตัวเลขครับ”