จากกระแสในโลกออนไลน์ที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่องน้ำจะท่วมกรุงเทพฯในปี 2030 จากภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดน้ำทะเลหนุนสูงไหลเข้าท่วมพื้นทึ่กรุงเทพฯ รวมทั้งยังมีการแชร์ข้อมูลว่ากรุงเทพฯทรุดปีละ 2-3 ซม.จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าน้ำจะท่วมจริงหรือไม่แล้วกทม.มีการดำเนินการอย่างไรนั้น
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หากระบุว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯนั้น น้ำเหล่านั้นจะมาจากไหนก็มาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถ้าหากเป็นตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา กทม.มีเขื่อนแนวป้องกันน้ำท่วมความสูงประมาณ+2.80 – +3.5เมตร (เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง – ม.รทก.) ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาความยาวรวมประมาณ 88 กม. อยู่แล้ว ดังนั้นในแง่ของน้ำทะเลหนุนช่วงระยะเวลา 4-5 ปีก็อาจจะมีท่วมบ้างในบางจุดที่เป็นจุดฟันหลอซึ่งไม่ได้มีผลมาก แต่ถ้าได้รับผลกระทบมากประเทศอื่นที่อยู่ใกล้เราอย่างเช่น สิงคโปร์ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเพราะเป็นทะเลเดียวกัน อย่างไรก็ตามในระยะยาวคงต้องมีการวางแผน
แต่ในขณะเดียวกันช่วงเวลาระยะสั้น น้ำจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองอันดับ 9 ที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากภาวะโลกร้อน แต่ว่าก็เป็นในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็ควรจะต้องอยู่ในแผนของรัฐบาลด้วย ที่จะต้องคิดในภาพรวมเพราะว่าไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพฯจังหวัดเดียวที่จะได้รับผลกระทบ แต่จังหวัดที่อยู่ใกล้ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงครามก็จะได้รับผลกระทบด้วย จึงต้องเป็นแผนที่รัฐบาลต้องช่วยกันดูในภาพรวม
ผู้ว่าฯกทม. ระบุเพิ่มว่า หากถามถึง 4 ปีสิ่งที่เรากังวลน่าจะเป็นเรื่องของ Rain Bomb และตอนนี้กรุงเทพฯก็หยุดการทรุดตัวของพื้นดินแล้ว เนื่องจากไม่ได้ใช้น้ำใต้ดิน ดังนั้นอัตราการทรุดตัวจึงค่อนข้างต่ำอยู่แล้วไม่ได้สูง ส่วนเรื่องของน้ำทะเลหนุนก็เป็นเรื่องของโลกร้อนแต่น้ำก็คงไม่สูงขึ้น แบบพุ่งพรวดถึงระดับเป็นเมตร ดังนั้นหากการประเมินที่ระบุว่า 4 ปีอาจจะเป็นตัวเลขที่กังวลมากไปสักหน่อย
“แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ได้ประมาท หัวใจของน้ำทะเลหนุนก็คือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก ซึ่งตัวเขื่อนที่อยู่ริมแม่น้ำก็ต้องมีความมั่นคงแข็งแรง ตอนนี้กทม.ทำสูงกว่าปกติอยู่แล้ว 50 ซม-1เมตร ส่วนอีกแนวที่น้ำจะมาคือตามแนวถนนกั้น ซึ่งตอนนี้มีแนวถนนริมทะเลอยู่แล้วหากมีปัญหาก็จะใช้วิธีการยกถนนขึ้นและทำประตูน้ำเพิ่มตามคลองต่างๆ ซึ่งมันก็จะมีวิธีป้องกันได้ แต่จากที่เราวิเคราะห์ตามหลักฐานต่างๆน้ำคงไม่ได้ขึ้นภายใน 4 ปีนี้แต่เป็นระยะยาว ส่วนเรื่องของRain Bomb ในระยะ 4 ปีนี้ที่เรามีความกังวลก็ได้มีการทำ scenario และวิเคราะห์ผลกระทบออกมาหากฝนตกปริมาณ 300 มม.ในระยะเวลา 3 ชม. วิเคราะห์ทุกเขตแล้วว่าถ้าเกิดสถานการณ์นี้ก็จะมีปัญหาในบางจุดตอนนี้จึงได้สั่งการให้เตรียมรับมือเรื่อง rain bomb เนื่องจากมีโอกาสเกิดเยอะกว่าภาวะน้ำทะเลหนุน” ผู้ว่าฯกทม.กล่าว



