สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ณ โรงงานกำจัดมูลฝอยหนองแขม ทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ รถบรรทุกขยะทยอยขับเข้าสู่โรงงานเพื่อนำขยะไปเผาและแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า ทว่าภายในโรงงานแห่งนี้กลับไม่เคยมีควันเผาไหม้ลอยออกมาจากปล่องไฟสูงตระหง่าน ยิ่งไปกว่านั้น น้ำในที่นี่ยังใสสะอาด ต้นไม้เขียวชอุ่ม ไร้กลิ่นเหม็นขยะปะปนในอากาศ จนยากจะจินตนาการได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีกองขยะขนาดมหึมากองอยู่ที่นี่ เมื่อราวสิบกว่าปีที่ผ่านมา
โรงงานกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าแห่งนี้ได้รับการลงทุน ก่อสร้าง และดำเนินงานโดยบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากจีน ดำเนินงานมาแล้วเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ เมื่อปี 2559 โดยมีกำลังการแปรรูปขยะวันละ 500 ตัน
ปัจจุบัน มีการแปรรูปขยะไปแล้วกว่า 1.68 ล้านตัน ป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของกรุงเทพฯ แล้วมากกว่า 636 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
คุณหนิงเหอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กล่าวว่า กรุงเทพฯ ผลิตขยะมากกว่า 10,000 ตันต่อวัน และส่วนใหญ่ใช้วิธีฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดน้ำเสียและกลิ่นเหม็นระหว่างการขนถ่าย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบค่อนข้างมาก พร้อมชี้ว่า โรงงานนี้ใช้วิธีการเผาขยะที่อุณหภูมิสูง และการผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อลดปริมาณขยะ บำบัดอย่างปลอดภัย และสามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ได้
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานแห่งนี้ไม่ใช่แค่นำอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมกว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมเผาขยะผลิตไฟฟ้าของจีน มาบูรณาการและปรับให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ในไทยได้อย่างสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น

โรงงานกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขมที่สอง เป็นอีกหนึ่งโครงการของบริษัท ซึ่งมีกำหนดเริ่มทดลองดำเนินการในช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้ มีหลุมเก็บขยะยาว 73 เมตร ลึก 30 เมตร สามารถรองรับขยะได้มากกว่า 20,000 ตัน ทั้งยังมีศักยภาพในการกำจัดขยะเพิ่ม โดยสามารถรองรับการแปรรูปขยะได้สูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน
นอกจากนี้ โรงงานยังนำระบบปิดผนึกพร้อมระบบควบคุมแรงดันลบมาใช้เพื่อควบคุมการปล่อยกลิ่น โดยมีการติดตั้ง “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจจับกลิ่นและระบบตรวจวัดเสียงรบกวน ไว้โดยรอบจุดทิ้งขยะ เมื่อผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จึงทำให้สามารถตรวจสอบสารระเหยในอากาศ และระดับเสียงได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังห้องควบคุมกลางโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบกลิ่นผิดปกติหรือระดับเสียงเกินมาตรฐานความปลอดภัย

คุณทัชนนท์ ธรรมสุข ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวว่า ยังเป็นเรื่องยากในการสรรหาบุคลากรที่มีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการผลิตไฟฟ้าจากขยะโดยตรงในไทย ทางบริษัทได้ฝึกอบรมพนักงานชาวไทยแล้วมากกว่า 100 คน เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงการ ครอบคลุมทั้งงานควบคุมระบบส่วนกลางและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ การฝึกอบรมครั้งหนึ่งใช้ระยะเวลานานถึง 6 เดือน
ทั้งนี้ โรงงานในอ่อนนุชเป็นโครงการที่สามของบริษัท ซึ่งได้เสร็จสิ้นการทดสอบขั้นสุดท้ายแล้ว และคาดว่า จะเริ่มเดินเครื่องอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเมื่อทั้งสามโครงการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบจะสามารถรองรับการกำจัดขยะของกรุงเทพฯ ได้เกือบ 40%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างชุมชน จัดตั้งมูลนิธิ สร้างกลไกการสื่อสาร และให้บริการแก่ชุมชนเกือบ 100 แห่งรอบโครงการ จนคว้ารางวัล “วัฒนธรรมสีเขียว” สาขาอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 จากกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยได้ เมื่อปี 2567 รวมถึงรางวัลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง.
ข้อมูล-ภาพ : XINHUA



