เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือลาออก สส. ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกเสียดายบ้าง แต่คิดว่าประตูบานใหม่กําลังเปิด สําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ พรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้ง กทม. ในครั้งนี้ ยอมรับว่า การที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม. ก็ไม่ได้ง่าย มีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ พรรคให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่เช่นนั้น ตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน
“นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะต้องเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทนผม คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาจะมีนายกรุณพลเข้ามา”

เมื่อถามว่า การลงสมัครครั้งนี้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองหรือพรรคตัดสินใจส่งให้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า พูดตรงๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส. คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่เมื่อมีคดี ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
เช่นนั้นพรรคคิดว่าไม่ควรส่งนายวิโรจน์ลงสมัคร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง ผมจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้
เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การแข่งขันในสนามนี้มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติของกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้น คงไม่ส่งตนเองลง
เมื่อถามว่า มองว่าตัวเลข สส. จะส่งผลต่อสนาม สก.ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมา หรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ
นายกรุณพล กล่าวว่า แม้ว่านายชัชชาติจะทํางานได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม.ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง นายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. และทีมทํางานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร สก. ครั้งที่แล้ว เราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้ เราคาดหวังว่า น่าจะได้ สก.ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ ซึ่งการที่มี สก. แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม. หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม.แต่ไม่มี สก.นั้น เราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมา เกิดข้อขัดแย้งจริงๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม.ให้เป็นของทุกคนได้
“ครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม. และ สก.เกินครึ่งของสภา กทม. จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส.อีก 33 คนของเรา และ สส.ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของ กทม. ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ” นายกรุณพล กล่าว และว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมเข้ามาทํางานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น.




